[AUFic onepiece] lluvia KidXlaw (12/12) END.

posted on 04 Jan 2016 22:34 by selina-de-endless in Onepiece

AUFic Onepiece : lluvia

Paring : Kid X Law (Fem)

Authors : เซรินะ , SDEndless (Twitter: SDEndless)

Warning : Normal PG ใสๆ กุ๊งกิ๊งๆ

Summary : หมอสาวคนสวยกับเด็กน้อยคนเดิม เอาจริง ไม่มีใครเคยบอกว่าวันที่ฝนตก แรงดึงดูดมันจะเยอะขนาดนี้ *-*

 

ตอนที่แล้ว

 

-----------------------------

 

 

        

I need to tell you something.

I…

 

            ใครๆก็อยากรู้กันทั้งนั้นว่าคนที่เราชอบจะชอบเราตอบไหม

 

            เพราะว่าไม่มีใครอยากอกหัก ก็เลยทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันความเจ็บปวดจากมัน

 

 

            วันอาทิตย์ ร้านเบอร์เกอร์

 

            “พวกนายนี่ไม่รู้จักเข็ดจักหลาบจริงๆเลยนะ” คุณหมอสาวที่วันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่คุณหมอเหมือนทุกทีเท้าคางลงกับโต๊ะพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลูฟี่และเอสนั่งหน้าสลอนอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังสนใจอาหารชุดใหญ่ที่สั่งมาไม่บันยะบันยัง ในขณะที่ของเธอมีแค่เฟรนช์ฟรายกับโค้กแค่สองอย่าง

 

            มันรู้ว่าเธอเกลียดขนมปังแต่ดันเสือกพามาร้านเบอร์เกอร์เนี่ยนะ น่าต่อยให้หน้าหงายจริงๆ

 

            “อ๋อ! เรื่องมิงโก้อ่ะนะ ฉันรู้น่าว่าโทราโอะจะซวยไปด้วย เพราะงั้นก็ปิดเป็นความลับซะสิ หมอนั่นจะได้ไม่มายุ่ง”

 

            “นั่นสิ ธรรมเนียมต้องเป็นธรรมเนียมต่อไป” เอสหยักหน้าสนับสนุน

 

            พูดง่ายทำยากน่ะสิ!

 

            ลอว์นวดขมับอย่างวิตก ยิ่งดอฟฟี่รู้เรื่องแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง แต่เพราะเธอทำข้อตกลงกับดอฟฟี่ไว้แล้ว ก็หวังว่าดอฟฟี่จะเปิดใจให้ซักนิด

 

            โอ้โห ดูเป็นไปได้ตายชัก

 

            “ว่าแต่เธอเถอะ ได้ข่าวไปเดตกับยูสทัส คิดนี่” เอสหรี่ตาเปรยเข้าประเด็น ลอว์สะอึก

 

            “ไปรู้เรื่องมาจากไหน”

 

            “แช็กกี้บอก”

 

            ถ้าแช็กกี้บอก ป่านนี้คงรู้กันทั้งบางแล้ว

 

            “แล้วตกลงเป็นแฟนกันสินะ?”

 

            “ยัง”

 

            เอสยิ้มบางๆกึ่งระอา ทั้งๆที่ในใจสบถแรงๆว่า ‘วะ มันจะรอเซ็นโงคุมาตัดริบบิ้นรึไงกันคู่นี้!’ ซึ่งนั่นก็เป็นแค่คำพูดในใจ ความเป็นจริงแล้วเขาต้องพยายามทำใจเย็นๆแล้วพูดประโยคเตือนกลายๆ

 

            "แต่ทำตัวเหมือนไม่ใช่นะ"

 

            “เรื่องนั้นก็รู้ตัวอยู่หรอก” ลอว์สารภาพตามตรง

 

            “งั้นถามใหม่ ชอบ ยูสทัส คิด รึเปล่า” เป็นอีกครั้งที่ลอว์หยุดกินอาหารอันน้อยนิดในส่วนของตัวเอง ดวงตาสีเทาเสหลบอย่างไม่มั่นคงเช่นเคย อันที่จริงมันสังเกตได้ไม่ยาก ถ้าเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มผมแดงคนนั้นทีไร เธอรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองทุกที ซึ่งมันเป็นปฏิกิริยาที่ตอบคำถามของเอสได้ดีเสียยิ่งกว่าพูดออกมาเสียอีก

 

            “ไม่ชอบได้ยังไง”

 

            “…”

 

            “ก็คุยกันมาตั้งขนาดนี้ จะให้ไม่ชอบเลยน่ะ ทำได้ด้วยเหรอ”

 

 

            “ชอบ ยูสทัส คิด รึเปล่า”

 

            โอเค... คำถามนี้มันทำให้เธอเริ่มคิดแล้วว่าถ้ามีเธอมีแฟน อะไรในชีวิตเธอจะเปลี่ยนไปบ้าง

 

            “ป่วยเหรอน้องสาว?” ลำแขนใหญ่โตพาดกดลงมาบนไหล่ไม่ยั้งน้ำหนักตัว ลอว์ยันเท้าค้ำน้ำหนักสุดความสามารถแล้ววกมือไปตีแขนพี่ชายตัวใหญ่ที่ทำตัวไม่สมกับอายุอยู่ร่ำไป

 

            “เปล่า”

 

            “งั้นเลิกขมวดคิ้วสิ เห็นแล้วเมื่อยแทนคิ้วบางๆของเธอจริงๆ”

 

            “ด่าอย่างนี้จะหาเรื่องกันใช่ไหม?” เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ลอว์แผ่รังสีอำมหิตใส่จนแขนใหญ่ต้องยอมถอนออกไป

 

            “หึๆ ล้อเล่นหรอก”

 

            อะไรจะเปลี่ยนไป? ก่อนอื่นเลย เธอว่าเธอพอเดาได้ว่าใครจะมีปัญหา

 

            “ดอฟฟี่”

 

            “จ๋าจ้ะ”

 

            “ตอนมีแฟนนี่มันยุ่งยากไหม ต้องคอยเอาใจรึเปล่า”

 

            พี่ชายสูทชมพูออกจะงงในคำถาม น้องสาวของเขาอายุก็ไม่น้อย เลยวัยรุ่นมาก็นานโข แต่ไม่เคยถามเรื่องแบบนี้เลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าไม่มีเหตุให้ถาม หรือเพราะก่อนหน้านี้ไม่อยากถามเขากันแน่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังเขาก็ยินดีที่จะตอบน้องสาวล่ะนะ “ยุ่งขึ้นสิบเท่า ส่วนไอ้เอาใจน่ะก็ต้องเอาใจอยู่แล้ว แฟนฉันชอบแบบนั้นนี่นาเธอก็รู้”

 

            “ฟังดูลำบาก”

 

            “ผิดแล้ว ไม่ลำบากเลยต่างหาก” ดอฟฟี่ฉีกยิ้มกว้างอวดฟันครบทุกซี่ ใบหน้าที่เหมือนกับทุกครั้งที่เขาเริ่มกวนประสาทใครสักคน แต่คราวนี้มันกลับไม่เหมือนกัน ไม่ว่าดวงตาหลังแว่นกันแดดจะสะท้อนอะไรอยู่ ลอว์บอกได้คำเดียวว่าดอฟฟี่กำลังมีความสุขกับเรื่องที่พูดถึง “ยังไงก็คิดถึงเขาตลอดเวลาใช่ไหมล่ะ ถ้าคิดถึงแล้วไม่ได้ดูแลสิ อันนั้นน่ะเรียกว่าลำบาก”

 

            “…”

 

            “…”

 

            “...ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่ชายของฉันเป็นคนโรแมนติกกับเขาด้วย นึกว่าในหัวมีแต่เรื่อง18+ซะอีก”

 

            “แรง” ดอฟฟี่หดรอยยิ้มเหยหน้าทันที “ว่าแต่ว่าทำไมจู่ๆถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?”

 

            ศัลยแพทย์สาวชะงัก เธอชั่งใจเล็กน้อยก่อนอ้อมแอ้มตอบ “ถ้าฉันมีแฟนดอฟฟี่จะว่ายังไง?”

 

            “…”

 

            “…”

 

            “…”

 

            “…”

 

            “มันเป็นใคร!? ฉันจะไปเจี๋ยนมัน!!!”

 

 

            ช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาสก็งานเยอะแบบนี้ ถึงทุกปีคลีนิกฮาร์ทจะเปิดทำการตลอดไม่เว้นวันหยุด แต่ก็ต้องปิดทำการไวกว่าทุกวันเนื่องจากเจ้าของคลีนิกต้องเผชิญการรบเร้าอย่างบ้าคลั่งจากคนหลายกลุ่มทันที

 

            “หมอคร้าบ~ ปีนี้เป็นคืนวันที่23แล้วกันนะคร้าบ ยังว่างอยู่ใช่ไหมครับ?” ชาจิและเพนกวินพยายามนัดกินเลี้ยงสำหรับคนในคลีนิกฮาร์ท ทุกปีพวกเขาจะจองวันก่อนวันอีฟเพราะคนที่จ้องจะนัดหมอลอว์อีกสองรายใหญ่นั้นอยากจะนัดหมอในวันอีฟไม่ก็วันคริสต์มาสเสียเหลือเกิน มันเลยเหลือบ่ากว่าแรงเป็นอย่างมากที่จะแย่งเอาวันที่ดีที่สุดมาฉลองกันทั้งคลีนิก แต่มันก็มีบางทีที่สองรายใหญ่นั้นมีนัดอื่นจนต้องขอวันที่23แทนเลยต้องถามเผื่อฟลุคไว้ก่อน

 

            “ได้สิ ที่ไหนล่ะ”

 

            “เอาเป็นร้านในเมืองแล้วกันนะครับ ผมรู้จักร้านเปิดดึกอยู่ร้านนึง ราคาไม่แพงด้วย” ชาจิชูนิ้วประกอบแล้วบอกเวลาเปิด-ปิดของร้าน ลอว์จึงหันไปเขียนตารางเวลานัดบนปฏิทิน

 

            23 ธันวา

 

            9.30-11.30PM Heart’s crew

 

            พวกชาจิขอตัวออกไปทำธุระข้างนอกและวานลอว์ให้เฝ้าเคานท์เตอร์แทน ซึ่งลอว์ก็พยักหน้าอนุญาต พอดีกับที่ประตูร้านเปิดพรวดเข้ามาพร้อมกับร่างสองร่างที่ถลาเข้าเกาะขอบเคาน์เตอร์อย่างแรง

 

            “วันที่24! วันที่24!” พี่น้องตระกูลดี.ทั้งสองคนเงยหน้าแย่งกันพูดเหมือนจะแข่งกันว่าใครพูดคำว่า ‘วันที่24’ ได้เร็วกว่าคนนั้นจะเป็นผู้ชนะอย่างไรอย่างนั้น

 

            “เสียใจ ฝั่งดองกี้โฮเต้จองวันที่24ไปทั้งคืนแล้ว” คุณหมอสาวใช้ปลายปากกาจิ้มช่องวันที่24บนปฏิทินแรงๆมันเขียนไว้ว่า ‘8.00-10.00PM Donquixote family’

 

            “อะไรนะ! ทำไมไม่ทันล่ะ” ดี.คนน้องโวยวายขึ้นและตั้งท่าเหมือนจะวางมวยกับชื่อผู้นัดวันที่24เสียอย่างนั้น

 

            “ไม่ยุติธรรม! ปีที่แล้วหมอนั่นก็ได้วันที่24ไปแล้วนี่! ทำไมเราต้องโดนคิววันที่25สองปีติดด้วยล่ะ!” แทนที่โปโตกัส ดี. เอสจะห้าม เจ้าตัวก็โวยวายหาความยุติธรรมเอากับลอว์จนน่ารำคาญยิ่งขึ้นเมื่อลูฟี่ยิ่งขึ้นเสียงดังตาม

 

            “ก็ดอฟฟี่อยู่ถึงแค่วันที่24 แล้วอีกอย่างพวกนายไม่มีสิทธิ์เลือกเสียหน่อย ไม่งั้นดอฟฟี่ก็รู้พอดีว่าฉันไปฉลองคริสต์มาสที่บ้านพวกนาย”

 

            “งั้นตอนเช้าล่ะ!” ลูฟี่เสนอ

 

            “ไม่! ฉันต้องทำงาน”

 

            “ปิดคลินิกสักวันเถอะโทราโอะ! คลีนิกอื่นก็ปิดกันนะ!” เอสยุด้วยการอ้างคลินิกอื่น

 

            “เสียใจด้วยนะ ฉันไม่มีนโยบายปิดคลินิกวันเทศกาล” ลอว์ยื่นคำขาดพลางไขว้มือเป็นกากบาทให้คนทั้งคู่คอตกไปหนึ่งประเด็น

 

            “แต่วันที่24เธอเขียนเวลาไว้แค่สี่ทุ่มนี่ ตามมาบ้านเราตอนสี่ทุ่มครึ่งสิ! จะได้เล่นเกมกันยันเช้าไปเลย!”

 

            “ขืนทำอย่างนั้นดอฟฟี่จับได้แน่ๆ ไม่ต้องฉลองเทศกาลแล้ว จัดงานศพเลยดีกว่า” หมอสาวประชด ช่วงเทศกาลลอว์มักต้องสับรางดีๆเพื่อไม่ให้นัดของสองครอบครัวชนกัน นอกจากเหตุผลเรื่องเธอแยกร่างไม่ได้แล้วก็คงเป็นเพราะดอฟฟี่ไม่ถูกกับคนตระกูลดีเสียเท่าไหร่ หญิงสาวไม่อยากให้มีเรื่องวิวาทกันจนเป็นเรื่องใหญ่เธอเลยมักวุ่นเสมอเวลาเจรจานัด อีกอย่างอาชีพของเธอก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เธอว่างอยู่แล้ว บางเทศกาลเธอก็อ้างว่าทำงานจนยุ่ง จะได้ไม่ต้องไปทั้งสองฝ่าย เว้นแต่คริสต์มาส มันเป็นเทศกาลพิเศษเธอเลยหาโอกาสปฏิเสธไม่ได้เสียที

 

            “เฮ้อ! ก็ได้ๆ 25ก็25! โต้รุ่งนะ?”

 

            “ไม่! 26ฉันก็ต้องเปิดคลินิกตามปกตินะ!” ลอว์เพิ่มเสียงตัดคำรบเร้าที่ทำเอาลูฟี่งอแงยกใหญ่จนต้องยกมือขึ้นกุมขมับ “ไม่งั้นก็ไม่ไป!”

 

            “ก็ได้! ก็ได้! หกโมงถึงสี่ทุ่ม! พวกฉันต้องได้เวลามากกว่าคนที่ได้วันที่24! ห้ามอ้างนู่นอ้างนี่ โอเค?”ลอว์เคี้ยวฟันอย่างหงุดหงิด เวลาหกโมงปกติเธอยังไม่ปิดคลีนิก แต่ดูเหมือนคนนัดจะไม่เห็นใจ แถมคงไม่เปิดโอกาสให้เธอแอบไปสายเสียด้วย

 

            “ฮึ่ม!” เธอคำรามก่อนหันไปขีดเขียนบนปฏิทิน

 

            วันที่25

 

            6.00-10.00PM D. family

 

            “แจ๋วมากกกก” ทั้งสองคนกำมือโห่ร้องกันอยู่สักพักจนลอว์ต้องปรามให้ลดเสียงลงแล้วชี้นิ้วไปที่ประตูเชิงไล่ ตอนนั้นเองที่เห็นใครบางคนยืนกอดอกรออยู่ที่ข้างเคานท์เตอร์ “ไง! ทิวลิป ฉันจองวันที่25ไปแล้วนะ! เสียใจด้วย ฮ่าๆๆๆ”

 

            “ว่าใครทิวลิปฟะ! ไอ้สมองนิ่มนี่” คิดปั้นหน้ายักษ์ใส่เพื่อนร่วมคณะที่พ่วงตำแหน่งญาติของคุณหมอทราฟาลก้า ลอว์ ลูฟี่ยิ้มกว้างกวนใส่เขา

 

            “ไปได้แล้ว!” ลอว์ไล่ก่อนที่เอสและลูฟี่จะกระโดดวางมวยกับคิดกลางคลินิก เอสและลูฟี่เลยทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้จากไป สวนกับร่างสูงที่เดินมาที่หน้าเคานท์เตอร์แทน คิดเอาแต่มองเวลานัดทั้งสามวันบนปฏิทินอย่างสนอกสนใจ นั่นทำให้ลอว์ระแวงแปลกๆ

 

            “คริสต์มาสนี้คุณคงมีนัดเป็นกระบุงโกยอยู่แล้วใช่ไหม” หมอดักคอ เธอกำลังหาแผ่นกระดาษว่างๆกับปากกาเพื่อไล่ลำดับในการหาของขวัญไว้เป็นรายการเตือนความจำในขณะที่หูของเธอก็ฟังเขาตอบไปด้วย

 

            “ใช่ ปกติพวกคิลเลอร์ชอบลากไปดื่มยันสว่างอยู่แล้ว”

 

            “ถึงจะไม่ดีต่อสุขภาพ แต่... ขอบคุณพระเจ้า” ถึงจะพูดแบบนั้น ใจเธอก็นึกเสียใจอยู่ไม่น้อย ช่วงนี้เธอมีความคิดบ้าๆอย่างการชวนยูสทัส คิดออกไปเที่ยววันคริสต์มาสโผล่มาอยู่เป็นประจำ แต่สุดท้ายก็ถูกลบทิ้งด้วยคำชวนของพวกขาประจำวันคริสต์มาส เริ่มตั้งแต่ดอฟฟี่ที่ได้สิทธิพิเศษไปเป็นคนแรก เพราะยังไงเขาก็เป็นพี่ชายเธอ เจอหน้ากันก็ไม่บ่อย รายที่สองเป็นเพื่อนร่วมงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี ส่วนอีกรายเป็นญาติร่วมนามสกุลที่มักไปมาหาสู่กันบ่อยๆหลังจากเธอเปิดคลีนิกแถวมหาวิทยาลัยที่ทั้งคู่เรียนอยู่ ซึ่งมันก็สำคัญพอๆกัน

 

            แต่สำหรับ ยูสทัส คิด ลอว์ค่อนข้างว้าวุ่นเลยทีเดียว

 

            “หมอ… ดึกๆวันที่25ผมว่างนะ” คิดพูดลอยๆ

 

            ปากกาในมือที่กำลังขีดเขียนลิสต์ของขวัญชะงักลง หญิงสาวรู้สึกเหมือนหัวสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะก่อนจะตั้งสติได้แล้วกระแอมไอเล็กน้อยก่อนตอบ “เสียใจด้วย คิวเต็มแล้ว”

 

            “ ‘ดึกๆ’ นะหมอ” คำย้ำนั้นทำให้ดวงตาสีเทาต้องเหลือบกลับไปมองปฏิทินอีกรอบ

 

            “...เอาจริงเหรอ”

 

            “ให้โอกาสผมไหมล่ะ”

 

            หญิงสาวชะงักอีกครั้ง ดวงตาสีเทาเบิกมองคนที่พูดขออนุญาตได้น่าอายที่สุดหน้าตาเฉย ถึงจะลึกๆมันจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการ แต่เอาเข้าจริงก็เสียศูนย์ไม่น้อยอยู่ดี

 

            แบบนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้น่ะสิ...

 

            "ไม่โต้รุ่งนะ"

 

            คิดยกมือสองข้างเสมอไหล่ "ไม่เกินเที่ยงคืน เดี๋ยวขากลับไปส่งให้ถึงอพาร์ทเมนท์เลยด้วย" เจ้าตัวพูดเหมือนกำลังโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมสินค้าอะไรสักอย่างอยู่อย่างนั้นแหละ

 

             ลอว์เม้มปากระงับริ้วสีแดงบนใบหน้าก่อนจะหันไปเพิ่มนัดบนช่องวันที่25

 

            6.00-10.00PM D. family

 

            10.00-12.00PM Eustass Kid

 

            คิดยิ้มกว้าง “เยี่ยม! ผมจะไปรับที่บ้านหมวกฟางตอนสี่ทุ่ม ตามนั้นนะ!”

 

            “อย่าสายแล้วกัน” ลอว์พูดทิ้งท้ายก่อนลูกค้าคนใหม่จะเข้ามาในคลินิก คิดจึงผละจากไปแต่โดยดี หลังจากถามอาการคนไข้รายล่าสุดเสร็จเธอก็ขอให้เขาไปรอในห้องตรวจเสียก่อน พอดีกับที่ชาจิและเพนกวินกลับมา เพนกวินชะงักก่อนจะสะกิดชาจิแรงๆให้มองดูนัดบนปฏิทินแล้วพากันทำหน้าแปลกๆจนลอว์ต้องเงยหน้าขึ้นถาม “อะไร?”

 

            “เดตดึกเหมือนกันนะครับหมอ”

 

            “เดี๋ยวเถอะ!” หญิงสาวเอ็ดตาถลึง แต่สีหน้าแดงๆนั่นลดความน่ากลัวไปได้โข พวกเขาพากันหัวเราะร่วนก่อนจะเตือนความจำว่าคนไข้คนล่าสุดยังรอเธออยู่ ทำให้เธอต้องคาดโทษพวกเขาไว้ก่อนจะละจากหน้าปฏิทินไปทำงานแทน โดยไม่ลืมหยิบลิตส์ของขวัญติดมือไปด้วย

 

            ชื่อสุดท้ายที่อยู่บนกระดาษเป็นชื่อของ ยูสทัส คิด…

 

 

            “ไหนบอกไม่โต้รุ่งไง แล้วทำไมมีนัดกับทิวลิปต่อล่ะ!”

 

            ปาร์ตี้บ้านดี.ยังคงความครึกครื้นเหมือนทุกปี คุณหมอสาวไม่ชอบความวุ่นวายแต่เธอเลี่ยงไม่ได้ถ้ามันเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส ถ้าพูดถึงปาร์ตี้บ้านดี.แล้ว ทั้งบ้านต้องเต็มไปด้วยเหล่าเพื่อนฝูงที่มากันพร้อมหน้าพร้อมตา เสียงดังโหวกเหวก มารยาทยอดแย่ และการเป็นกันเองอย่างถึงที่สุด มันไม่แย่ แต่พอถึงเวลาสี่ทุ่มเธอก็มีนัดส่วนตัวของเธอเช่นกัน เมื่อเธอได้ยินเสียงกริ่งหน้าบ้านเธอก็ลุกขึ้น ลอว์เบี่ยงตัวเลี่ยงเอสที่พุ่งเข้ามาโวยวายพลางก้มตัวลงคว้ากระเป๋าสะพายของตัวเอง “ฉันบอกว่าไม่โต้รุ่ง แล้วเขาก็ยังอยู่ในข้อตกลง”

 

            “อะไรกันว้า!” เอสท้วงเสียงยานคาง แต่มันไม่ได้เปลี่ยนใจลอว์ อีกคนที่เข้ามาอ้อนวอนคือซันจิ

 

            “คุณหมอคร้าบบบบบ~”

 

            “เสียใจด้วย ฉันต้องไปแล้ว” ลอว์ยิ้มแกนๆพลางเลี่ยงกุ๊กขาดำไปอีกทาง ประตูอยู่ไม่ไกลและได้ยินเสียงหัวฟัดหัวเหวี่ยงของคนที่มีนัดมารับเธอกับเสียงหัวเราะไม่รู้ร้อนรู้หนาวของลูฟี่ ผสมไปกับเสียงโวยวายของชอปเปอร์และอุซป เมื่อมะรุมมะตุมกันหนักเข้านามิจึงลุกขึ้นมาแจกมะเหงกใส่ชาวแก๊งคนละทีทุกอย่างจึงสงบลง โรบินเป็นคนเดียวที่ยังว่างเธอจึงเดินมาส่งหน้าประตูพร้อมกับอวยพรปิดท้าย

 

            “เมอร์รี่คริสต์มาส เดตให้สนุกนะคุณหมอ”

 

            ลอว์กลอกตา “เลิกทำเสียงล้อเลียนซะทีเถอะ” โรบินไม่ว่าอะไรนอกจากยิ้มกว้างขึ้นให้เธอและชายผมแดงตัวโตก่อนจะปิดประตูลงเพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวแก่ทั้งสอง ร่างบางใต้เสื้อโค้ทตัวหนาถอนหายใจใส่ประตูแล้วหันกลับมาเงยหน้ามองคนที่กำลังมีสีหน้าหงุดหงิดจากการโดนป่วนโดยเจ้าของบ้านดี.

 

            “สาย”

 

            “อะไร? สามนาทีเนี่ยนะ? ไม่เอาน่าหมอ” คิดกางมือออกข้างตัวแบบท้วงๆ หน้าที่ยุ่งอยู่แล้วยุ่งหนักเข้าไปอีก

 

            “ก็ฉันรอคุณอยู่ จะกี่นาทีก็สายเหมือนกันล่ะน่า” หมอสาวที่วันนี้อยู่ในลุคแปลกตาท่ามกลางอากาศหนาวจนต้องสวมโค้ทหนายาว หน้าบ้านที่มีแต่เสียงอึกทึกเฮฮา ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของบ้านดี.ที่ต้องมีเสียงพวกนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ไปเสียแล้ว คำตอบแกมสัพยอกของหมอสาวก็อาจแปลได้หลายอย่าง

 

            “งานเลี้ยงไม่สนุกรึไง”

 

            ลอว์กลอกตา “ช่วงหัวค่ำก็สนุก แต่พอเริ่มหมดมุกกันก็น่าเบื่อ”

 

            “หวังว่าคุณจะยังไม่ง่วงไปซะก่อน”

 

            “ไม่อยู่แล้ว สำหรับฉันปกติสี่ทุ่มยังเป็นช่วงเวลาหัวค่ำด้วยซ้ำ”

 

            “งั้นมาเถอะ รีบไปก่อนพวกนั้นจะแซวมากไปกว่านี้” คิดพยักเพยิด ลอว์หันขวับไปด้านหลังแล้วพบว่ากลุ่มปาร์ตี้บ้านดี.ทั้งกลุ่มแหวกผ้าม่านที่หน้าต่างพลางส่งสายตาล้อเลียนอย่างเปิดเผยจนนึกอยากจะชูนิ้วกลางใส่พิลึก “ไปกัน”

 

            “อื้อ” สองร่างรีบสาวเท้าเร็วๆออกจากรั้วบ้านดี.จนลับสายตาจากเหล่าผู้สอดส่องทุกราย แม้ตามรายทางจะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย ทุกบ้านมีงานเลี้ยงเกือบทุกครอบครัว หน้าต่างทุกบานสว่างไสวเป็นช่องแสงเจิดจ้าจนแทบไม่ต้องพึ่งไฟหน้าถนน เสียงแห่งการเฉลิมฉลองทำให้บนถนนไม่เงียบนักแม้มีอยู่กันแค่สองคนก็ตาม

 

            “ไม่มีของขวัญให้ผมเหรอ” คิดทักขึ้นก่อนจะโดนสายตาตำหนิส่งกลับมาทำนองว่า ไม่มีผู้ชายที่ไหนเขาเจอหน้าปุ๊บแล้วทวงของขวัญกันอย่างนี้หรอก แต่ลอว์ดั้งเดิมลอว์ไม่ได้สนใจเรื่องมารยาทอยู่แล้ว เธอเลยยักคิ้วกวนกลับ

 

            “…ขอดีๆสิ จะให้”

 

            “คุณจะให้ผมอยู่แล้วนี่ เห็นกอดกระเป๋าซะแน่นเชียว …ตกลงของผมใช่ไหม?” เมื่อโดนจับผิดพฤติกรรมได้ขนาดนี้ลอว์ไม่มีทางเลือกนอกจากทำท่าอึกอัก นั่นเป็นการเฉลยคำตอบที่ดี หมอไม่รู้หรอกว่าในใจเด็กหนุ่มลิงโลดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว มือใหญ่แบกางตรงหน้าเธอพร้อมเอ่ยด้วยเสียงที่นุ่มลงโดยไม่รู้ตัว “ขอนะ ผมอยากได้”

 

            “คุณยังไม่ทันเห็นของด้วยซ้ำแต่บอกว่าอยากได้เนี่ยนะ” ลอว์แกะกระเป๋าแล้วหยิบห่อของขวัญชิ้นขนาดพอดีมือวางบนมืออีกคนระหว่างที่คิดยักไหล่ตอบเจ้าของของขวัญ

 

            “ก็มันมาจากคุณ” คำนี้ทำให้คุณหมอสาวเขินไม่น้อย คนพูดก็เขินแต่เจ้าตัวทำเป็นสนใจของขวัญเพื่อหลบซ่อนสีหน้าแทน มือหนาแกะห่ออย่างง่ายนั้นออก ข้างในเป็นสร้อยหนังห้อยจี้เงินเรียบๆ เครื่องประดับแบบผู้ชายนอนนิ่งอยู่ในนั้น มันไม่น่าพิเศษอะไรถ้าไม่ใช่เป็นเพราะคนเลือกเลือกมันซึ่งเข้ากับเขาเป็นที่สุด คิดสวมมันที่คอทันทีที่ได้รับ “ขอบคุณ จะรักษาอย่างดีเลยหมอ”

 

            ลอว์กลบเกลื่อนความเขินด้วยการถามต่อ “แล้วคุณล่ะ มีอะไรให้ฉันบ้าง”

 

            คิดยักคิ้วพลางกระดิกนิ้วยิกๆ “ตามมาสิ”

 

            “เราจะไปไหนกัน” ลอว์เดินข้างเด็กหนุ่มคนชวนอดถามไม่ได้ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็ชวนเลิกคิ้วเป็นที่สุด

 

            “เดินเล่น”

 

            “เดินเล่น?”

 

            “ใช่ เดินเล่น”

 

            คำตอบนั้นทำให้ร่างบางหยุดเดิน เด็กหนุ่มตัวสูงถึงได้หันมาสบตาด้วยสีหน้างงๆเหมือนกับจะถาม “คุณยูสทัส…” เธอขมวดคิ้ว สีหน้านั้นทำเอาเขาใจแป้ว “ไม่เอาที่หนาวๆนะ”

 

            ปัดโธ่แม่คุณ…

 

            “ผมรู้ว่าคุณขี้หนาว แต่มันเลี่ยงไม่ได้นะหมอ” ลอว์ยิ่งย่นคิ้วลำบากใจหนักขึ้น แต่คิดไม่สนใจสีหน้านั้น เขาตรงรี่เข้ามาคว้ามือผอมบางสลักลายสวยเข้ามาซุกในกระเป๋าเสื้อโค้ทของตัวเองอย่างไม่ขออนุญาต มือบางที่เย็นเฉียบเพราะอากาศก็เลยตกอยู่ในอุ้งมืออุ่นหนาภายในกระเป๋าโค้ทแคบๆของเขาไปเสียแทน “อุ่นยัง?”

 

            แน่นอนว่าพอทำแบบนี้ก็ยิ่งต้องเดินตัวติดกันมากขึ้น คุณหมอสาวนึกอ้าปากอยากท้วง แต่ก็ปิดปากลงอย่างช่วยไม่ได้ เพราะยกนี้ต้องให้ความอุ่นชนะ

 

 

            ในเมืองประดับไฟส่องสว่าง แม้จะเป็นเวลาที่ดึกเอาเรื่องแต่ทุกอณูของเมืองยังคงครึกครื้น เสียงเพลงประจำเทศกาลเล่นวนไปเรื่อยๆในทุกทีที่เดินผ่าน ไม่ว่าจะห้างสรรพสินค้าหรือร้านขายตุ๊กตาก็ตาม วงดนตรีข้างถนนจับมือกับกลุ่มร้องประสานเสียงจากโบสถ์บรรเลงบทเพลงเพื่อมอบความสุขให้กับคนที่เดินผ่านไปผ่านมา เด็กหนุ่มผมแดงพาเดินลัดเลาะมาตามเส้นทางเข้าสู่เส้นที่คนหน้าแน่นขึ้นซึ่งคุณหมอสาวจำได้ว่ามันเป็นทางไปสถานีรถไฟที่เชื่อมติดกับห้างสรรพสินค้า มันเป็นที่รวมตัวสำหรับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในตอนนี้คงต้องยกอันดับหนึ่งให้กลุ่มวัยรุ่น พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปรุมเวทีที่ลานกว้างหน้าสถานีเช่นเดียวกับเธอ หลังเวทีแปะโปสเตอร์อันใหญ่แสดงชื่องานฉลองคริสต์มาสเสียอลังการ ร่วมกับภาพหน้าดีเจที่กำลังโด่งดังซึ่งยืนมิกซ์เพลงอยู่บนเวที รอบข้างล้อมด้วยจอแสดงภาพขนาดใหญ่กระจายอยู่ตามลาน

 

            “นั่น สแครชแมน อาพู ดีเจที่กำลังดังสุดๆในตอนนี้ เขาเคยทำงานที่ชาบอนดี้ก่อนจะดังเป็นพลุแตก” เด็กหนุ่มพูดระหว่างพาเธอแทรกตัวตามฝูงชนเบียดเสียดจนมาถึงจุดที่เห็นเวทีได้ค่อนข้างชัด วัยรุ่นโยกตัวบ้างแต่ยังนับว่าเบาและบ้าน้อยกว่าตอนที่พวกเขาอยู่ในผับ อาจเพราะที่นี่เป็นที่สาธารณะและไม่ได้มีแค่พวกเขาที่มางาน พวกเขาจึงต้องคำนึงถึงกาละเทศะด้วยมันจึงไม่แออัดเท่าที่เห็นจากภายนอก

 

            “คุณเป็นแฟนเพลงเขา?”

 

            “เปล่า เป็นอริ”

 

            “แล้วคุณก็พาฉันมาฟังเพลงของอริคุณเนี่ยนะ?”

 

            เด็กหนุ่มผมแดงโคลงหัว “ทำไงได้ก็เพลงมันเพราะ ถึงปากมันจะกวนส้นก็เถอะ” ดวงตาสีเทากะพริบตาปริบๆก่อนจะยิ้มขำเล็กน้อย “แต่ผมไม่ได้พามาฟังเพลงจริงๆ” คำนั้นทำเอาลอว์ต้องหรี่ตามองโปสเตอร์อีกรอบแล้วอ่านรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

            ดอกไม้ไฟ?

 

            “เมอร์รี่คริสต์มาสผู้เด็กผู้แก่หนุ่มและสาวทุกท่าน” ลีลาการอรัมภบทของดีเจคนโปรดของวัยรุ่นยังคงมากท่าเหมือนกับคนดังคนอื่นๆถึงแม้ว่ามันจะยิ่งทำให้คนคึกคักขึ้นก็ตาม หมอสาวได้ยินเสียงเด็กหนุ่มเจ้าของแผนส่งเสียงเหอะใส่เวทีดังๆ “โอ้เฮ้! ผมมองเห็นแต่คู่รักเต็มไปหมด คริสต์มาสแล้วได้บอกรักกันรึยังเอ่ยยยย!?!”

 

            ไอ้ขี้แซว!

 

            คิดบริภาษในใจ เพราะ สแครชแมน อาพู มันไม่ได้ตั้งใจแค่เรียกเสียงโฮ่ร้องตอบรับอย่างเดียว แต่มันจงใจหลิ่วตาใส่เขาด้วย และเขาได้แต่หวังว่ามันคงไม่เล่นอะไรแผลงๆแทนคำทักทาย

 

            “ไหนๆก็ไหนๆ มาดูช่วงเซอร์ไพรส์คู่รักของเราดีกว่า” อาพูเหวี่ยงนิ้วไปที่จอใหญ่สุดเยื้องกับเวทีเป็นการนำสายตาให้ผู้คนมองตาม บนจอปรากฏภาพเหมือนสล็อตเหวี่ยงไปมาและตกที่ภาพมิสเซิลโทล นั่นทำให้คนดูส่งเสียงผิวปากสนุกนาน “มิสเซิลโทล! สนุกแน่งานนี้” ดีเจหนุ่มหน้าลิงอธิบายกติกาต่อ “กติกานั้นก็ง่ายแสนง่าย เห็นกราฟฟิกกรอบมิสเซิลโทลบนจอนั่นไหม? จะมีทีมงานสุ่มจับภาพคู่รักในงาน” ภาพบนจอเปลี่ยนไปเป็นภาพในงานโดยซูมออกมุมกว้าง ดีเจผู้ดำเนินรายการยังคงอธิบายต่อ “ภาพใครอยู่บนจอก็จูบเลย!”

 

            หลายคู่เริ่มกระบิดกระบวน แต่หลายคนก็ยังส่งเสียงชงอย่างเฮฮา

 

            “ไม่จูบภายใน 10 วิฯ มีลงโทษนะเฟ้ย!” อาพูประกาศกติกาเพิ่ม นั่นยิ่งทำให้บรรยากาศในไทม์สแควร์คึกคักยิ่งขึ้น “เอาล่ะ สาม สอง หนึ่ง! ดูจอ!”

 

            ลอว์เงยหน้าขึ้นแล้วเบิกตากว้าง ...ผู้หญิงในจอก็เบิกตากว้างเช่นเดียวกับเธอ แถมยังเห็นชัดอีกด้วยว่าหน้าแดงเถือกไปถึงไหนต่อไหน ส่วนอีกคนที่อึ้งไม่แพ้กันก็คือคนที่พาเธอมาที่นี่นั่นเอง

 

            อาพูเริ่มนับถอยหลัง "สิบ เก้า แปด..."

 

            "เดี๋ยวสิเฮ้ยไอ้จ๋อ! ผิดคู่แล้ว!" เด็กหนุ่มโบกมือเป็นพัลวัล คิดรู้สึกหน้าร้อนฉ่า ไม่ต่างจากคุณหมอข้างตัวที่พยายามจะแก้ต่างแต่มันก็ไม่ใช่นิสัยเธออีกนั่นแหละ

 

            "ผิดอะไรครับ ก็เห็นจับมือกันอยู่นี่" อาพูพูดออกมา นั่นทำเอารอบข้างผิวปากแซวกันเกรียว เสียงแซวยิ่งทำให้คิดโวยวายเสียงดังเหมือนเด็กสิบขวบที่พยายามปัดป้องตัวเองจากความอับอาย อาพูเลยเอาไมค์ออกจากปากแล้วตะโกนลงมาแทนเพื่อไม่ให้เสียงกระจายไปทั่วไทม์สแควร์แต่ก็เจตนาแฉเหมือนกัน "หูย! ไอ้หมอนี่ กระบิดกระบวนไปได้ ทำอย่างกับไม่เคยมีแฟน"

 

            เขาน่ะเคย แต่หมอไม่เคยเฟ้ย!

 

            คิดกระฟัดกระเฟียดให้อาพูได้ยิ้มเยาะสะใจแล้วหันไปนับต่อ "หก ห้า สี่..."

 

            "คุณยูสทัส..." เสียงหวานของคนข้างตัวเรียกไว้ แต่เธอกำลังทำหน้ายุ่งเหยิงแดงซ่าน แถมยังไม่กล้าสบตาเขาราวกับมันจะทำให้เธอหลุดการควบคุมไปมากกว่านี้ เธอเรียกเขาไว้แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทั้งๆที่ใจจริงเธออยากจะบอกว่าเธอไม่อยากถูกทำโทษแต่ถ้าหมายความว่าเธอและเขาต้องจูบกันกลางไทม์สแควร์ จะให้เธอพูดออกไปได้อย่างไร ความคิดเหมือนโดนปั่นอยู่ในเครื่องซักผ้าก่อนจะเหมือนระเบิดออกเมื่อทั้งไทม์แสควร์นับสาม

 

            น่ารัก...

 

            เขาคิด ทว่าสิ่งที่พิเศษกว่าสีหน้าของหมอสาวผู้มักมีแต่ความมั่นใจในตัวเองฉาบฉายคือดวงตาคู่นั้น คือความสั่นไหวที่เหมือนกับในดวงตาสีอำพันของเด็กหนุ่ม

 

            "สอง!" เสียงนับเลขพร้อมกันของฝูงชนในวันคริสต์มาสเริ่มไม่เข้าหูคนทั้งคู่

 

            วินาทีนั้นคิดมั่นใจว่าความต้องการของเธอและเขาตรงกัน

 

            มือหนาดึงแขนบางให้ลดระยะลง เสียงหัวใจเต้นดังเป็นกลองรัวกลบซึ่งเสียงอื่นในบริเวณ ใบหน้าที่ว่าแดงอยู่แล้วยิ่งแดงซ่านเห่อร้อน

 

            “หนึ่ง!”

 

            แต่แล้วหมอสาวกลับเบิกตากว้างเมื่ออีกคนไม่ได้เข้ามาใกล้แค่หน้า แต่โถมมาทั้งตัว

 

            “เฮ้ย!” ร่างสูงของเด็กหนุ่มเสียการทรงตัวเมื่อเขาถูกผลักหลังโถมใส่คุณหมอสาวที่ก้าวถอยหลังไม่ทัน จนต้องลงไปกองกับพื้นทั้งคู่โดยที่มีร่างของเด็กหนุ่มค้ำยันอยู่ด้านบน เสียงอื่นๆทั่วบริเวณกลับมาชัดเจนอีกครั้ง เมื่ออาพูพูดออกไมค์อีกครั้ง

 

            “ว้า ไม่ทันสิบวิฯจนได้ พวกกระต่ายก็เร็วเหลือเกิน ให้เขาเตรียมใจหน่อยซี่” บนจอปรากฏภาพมาสคอตกระต่ายคู่หนึ่งที่เข้าไปเบียดคู่ที่โดนแจ็กพ็อตก่อนหน้านี้ตกจอไปแล้วทำเป็นจุ๊บกันกลางจอแทน สองกระต่ายหันมาโบกมือส่งจูบให้ทุกคน รอบด้านส่งเสียงหัวเราะครื้นเครง พอดีกับที่พลุลูกแรกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงอวยพรก็ดังไปทั่ว “เมอร์รี่คริสต์มาสทุกคน!!!”

 

            ทุกคนลืมไปหมดแล้วว่าคู่แจ็กพ็อตยังลงไปกองอยู่กับพื้นขณะที่ฟังเสียงเฉลิมฉลองรอบตัว ทันทีที่พลุจุดขึ้นและระเบิดออกกลางฟ้าสีหมึก แสงไฟสว่างไสวหลากหลายสีฉายวาบบนใบหน้าคมจนสีแดงบนดวงหน้าปนกับสีอื่น ไม่ต่างจากใบหน้าของอีกคน

 

            “เป็นอะไรไหม” หลังจากค้างอยู่สักพัก คิดก็จับมือช่วยอีกคนลุกขึ้นท่ามกลางความประดักประเดิดสุดๆ ลอว์หัวร้อนแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างดูผิดที่ผิดทาง มือไม้ก็เกะกะไปหมด

 

            “ฉันไม่เป็นไร...” เสียงทั้งเบาทั้งสั่นไหวจนต้องระงับคำตอบไปกะทันหัน ในขณะที่อีกคนพอได้ยินคำนั้นก็สบายใจลงแล้วหันไปก่นด่าสาปแช่งดีเจหน้าลิงยาวเหยียด ขั้นที่จินตนาการออกเลยว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ทั้งคู่จะได้ไปเคานท์ดาวน์กันในโรงพักไม่ก็โรงพยาบาล แต่เธอไม่ปรามคิดเหมือนเคย ถ้าหญิงสาวเข้าใจไม่ผิดเขาน่าจะกำลังหัวเสียที่บรรยากาศเมื่อครู่ถูกทำลาย ส่วนเธอแม้จะไม่ได้โวยวายแต่ก็คิดว่าคงรู้สึกไม่ต่างกัน

 

            ...เสียดาย...

 

            แน่นอนว่ามันน่าอายเกินไปที่จะพูดเลยได้แต่ยกมือขึ้นกุมปากเงียบๆปล่อยให้เสียงหัวใจนั้นถูกเสียงพลุที่จุดต่อเนื่องกลบไปแทน สะเก็ดไฟหลากสีกระจายออกเป็นรัศมีลูกแล้วลูกเล่า ยิ่งเยอะยิ่งตระการตา ยิ่งเยอะท้องฟ้าที่ว่ามืดสนิทยิ่งเจิดจ้าสว่างไสวเหมือนตอนกลางวัน ความสวยงามสะกดสายตาของหญิงสาวได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในความสวยงามก็ยังมีความละลานว้าวุ่นไม่ต่างจากใจเธอตอนนี้เสียเท่าไหร่

 

            เราอาจจะคิดเหมือนกัน แต่มันจะมีความหมายอะไรที่ได้แต่คาดเดาว่าอาจจะ

 

            “ฉัน...” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่หวานแว่วและมั่นคงขึ้น “ฉันไม่เคยออกมาฉลองคริสต์มาสข้างนอก เพราะคิดว่ามันจะต้องหนาวแน่ๆ ซึ่งมันก็หนาวนั่นแหละ... ถ้าไม่ได้มากับคุณ”

 

            อะไรบางอย่างเข้าเขย่าใจของเด็กหนุ่มอย่างรุนแรง ระหว่างที่ฟังดวงตาก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ

 

            “เมอร์รี่คริสต์มาสคุณยูสทัส ...เป็นของขวัญที่อบอุ่นมากทีเดียว”

 

            มันบอกไม่ได้ว่าความรู้สึกที่เอ่อล้นนี้มาจากไหน หัวใจพองโต และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแผ่ไปทั่วร่างกายเวลามองรอยยิ้มเล็กๆใบหน้าของคุณหมอสาว

 

            โลกใบนี้ไม่ได้มีผู้หญิงคนเดียว แม้เขาจะพบเจอผู้หญิงมากมาย ผ่านมาและผ่านไป เขาได้แต่มองคนเหล่านั้นโดยไม่ได้ทักใครออกไป จนกระทั่งใครบางคนเข้ามายืนอยู่ตรงหน้า พูดคุยกับเขาโดยไม่หวาดกลัว ยิ้มให้เหมือนกับว่าเขาเป็นเรื่องที่สบายใจที่สุดในชีวิต เขาเริ่มโต้ตอบและเมื่อถึงเวลา เขาก็พบว่าไม่สามารถปล่อยให้เธอเดินผ่านไปได้อีก

 

            มือหนาคว้าข้อมือบางไว้ ดึงเธอให้เดินสวนกับฝูงชนที่ไม่มีความหมายสำหรับเขาและเธอ

 

            “คุณ! เดี๋ยว!...”

 

            “ผมดีใจที่คุณชอบมัน แต่ผมไม่อยากคิดเขาข้างตัวเองว่าคุณ ‘อาจจะ’ คิดแบบเดียวกับผม”

 

            “แล้วคุณจะพาฉันไปไหน”

 

            “ที่ที่ไม่เคยหนาวเลยสำหรับผม ถ้าเป็นที่นั่นสิ่งที่ผมจะทำกับคุณมันคงไม่พังเหมือนเมื่อกี้”

 

 

            กว่าจะรู้ทันว่าคนจูงมือตั้งใจจะพามาที่ไหนก็ตอนที่เข้าสู่เส้นทางที่คุ้นเคยจากการตื่นนอนไปทำงานทุกวัน นั่นทำให้ในหัวของลอว์เล่นประโยคสุดท้ายซ้ำไปซ้ำมา

 

            ที่ที่ไม่เคยหนาวเลยสำหรับผม

 

            ...คลินิกฮาร์ท...

 

            “คุณทำฉันอึ้งอีกแล้ว” เจ้าของคลินิกพึมพำ พวกเขาสองคนยืนอยู่หน้าคลินิกฮาร์ทท่ามกลางแสงไฟจากเสาไฟฟ้าห่างเป็นระยะเท่าๆกัน ความสลัวทำให้นึกถึงวันแรกที่พบกัน

 

            “วันนั้นข้างนอกโคตรหนาว” เด็กหนุ่มเริ่มพูด คนฟังรู้ทันทีว่าเขาหมายถึงวันไหน

            “แหงล่ะ วันนั้นฝนตกหนักนี่”

 

            “แล้วคุณก็โฉดมาก แทงเข็มซะเหมือนฉากในหนังฆาตกรรม นั่นผมบาดเจ็บอยู่นะอย่างลืม” เด็กหนุ่มแกล้งโอดครวญ

 

            “ก็คุณดื้อเหมือนเด็ก”

 

            เป็นปกติเด็กหนุ่มต้องสวนมาอย่างร้อนรน และมันยิ่งทำให้เขาดูเหมือนเด็กน้อยลงไป แต่วันนี้ไม่ “ก็ผมไม่เคยรักษากับหมอที่ไหน ตอนนั้นผมว่าผมแสดงออกชัดเจนนะว่าไม่อยากให้ยุ่ง แต่ก็นั่นแหละ… หลังจากนั้นเพิ่งมารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ คุณเองก็ดื้อพอกัน”

 

            ความหมายของประเด็นที่พูดถึง มันคือความสำคัญของการพบกัน เพราะว่าเด็กหนุ่มถูกลากมาซ้อมถึงที่นี่ เพราะว่าหมอสาวตัดสินใจปิดคลินิกช้า หากวันนั้นขาดปัจจัยใดไปปัจจัยหนึ่งวันนี้อาจไม่ได้มายืนอยู่ด้วยกัน เมื่อคิดดูแล้วไม่ใช่ว่าลอว์จะไม่รู้เสียทีเดียวว่าเด็กหนุ่มจะทำอะไร ดวงตาสีเทาปรือปิดลง

 

            “…ตอนนี้คุณคิดอะไรอยู่?”

            “…”

 

            วันนี้รู้สึกแบบนี้หลายรอบ แต่ละรอบไม่ได้ทำให้คลื่นหัวใจสั่นไหวน้อยลง เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ ตรงไปตรงมา และเป็นตัวของตัวเอง “…ฉันอยากฟังคุณพูดนะ”

 

            แผ่นหลังกว้างยืดขึ้นและผ่อนลงตามจังหวะสูดลมหายใจลึกและผ่อนออกยาว

 

 

 

            "ตอนนี้ผมอยากจูบคุณ"

 

 

 

            "คุณก็เกือบจูบฉันตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันแล้ว แต่ติดกระจกประตูคลีนิกน่ะ จำได้ไหม..." นี่ไม่ใช่คำที่เธอคิด แต่ก็… ลอว์ไม่กล้าสบตาเด็กหนุ่ม คุณหมอกลบเกลื่อนอาการขึ้นสีของตัวเองด้วยความทรงจำอันแสนสำคัญ วันแรกที่ดวงตาสองคู่นี้สบกัน ที่จริงมันออกจะเหมือนหนังสยองขวัญมากกว่าด้วยซ้ำ แต่เธอพูดให้มันเป็นเรื่องตลก เด็กน้อยที่โดนอัดติดกระจกวันนั้นทำตาปะหลับปะเหลือกอย่างขยาดสภาพฮาร์ดคอร์ของตัวเอง

 

            "หมอ วันนี้ไม่มีกระจก"

 

            หูฟังเสียงแสนจริงจังนั่นแล้วความรู้สึกทุกอย่างในอกก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง แค่ไม่อยากล้อเล่นอีกต่อไป

 

            ยอมรับแล้วว่าเธอเองก็อยากจูบเขา…

 

            ลอว์ไม่ได้พูดคำนั้น แค่ยืนนิ่งเสตาหลุบต่ำไปด้านข้าง เมื่อไม่ได้รับคำห้าม คิดถือว่าเป็นการอนุญาตจากคนเป็นผู้ใหญ่ ใบหน้าคมคายก็ก้มลงมาช้าๆ ใจสองดวงเต้นโครมครามระหว่างที่ริมฝีปากสองคู่ลดระยะห่างลงเรื่อยๆ หิมะขาวโปรยปราย เกล็ดความเย็นหล่นกระทบผิวแก้มละลายลงในทันทีเมื่อสัมผัสความร้อนบนเนื้อกาย คิดมองทั่วใบหน้าของคนเขินอายอย่างจดจำก่อนสายตาจะเลื่อนมาถึงริมฝีปากเรียวบาง ลมหายใจอุ่นแลกเปลี่ยนกันในบรรยากาศ มือบางเสยปอยผมระดวงหน้าขึ้นไปทัดหูก่อนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยรับสัมผัสอุ่นวาบที่นาบลงมาอย่างนุ่มนวล

 

            แขนหนาเกี่ยวเอวคอดเล็กของอีกฝ่าย กอดกระชับแนบแน่น ขณะที่แขนเรียวยกขึ้นคล้องคออีกฝ่ายอย่างเผลอไผล

 

            มันเหมือนเต้นรำ เริ่มอย่างแผ่วเบา แนบชิดไปด้วยความหวานละมุน ขับเคลื่อนไปด้วยความตื่นเต้น และจบด้วยการทิ้งท้ายสัมผัสอย่างลึกซึ้ง

 

            ระฆังเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสดังตอนที่ริมฝีปากถอนออกอย่างเชื่องช้า อ้อมกอดใหญ่รวบเข้ามาจนศีรษะได้รูปซบลงพอดีตรงอกข้างซ้าย ฟังเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกันกับของตัวเอง เปลือกตาของคนทั้งคู่หลับลงซึมซับความมหัศจรรย์ของค่ำคืนอันแสนพิเศษเงียบๆ

 

            เสียงระฆังดังต่อเนื่อง

 

            "หมอ..."

 

            "คุณยูสทัส..."

 

            "ผมชอบคุณ/ฉันชอบคุณ"

 

            ราวกับดังก้องไปจนนิจนิรันดร์

 

 

I love you.

I love you too.

 

-------------

 

END.

 

เย้ จบแล้ววววว กระโดดตัวลอยยยยยยยย ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมาจนถึงตอนจบ ตอนแรกว่าจะลงคริสต์มาสแต่ไม่ทันorz (ไปเที่ยว---)

ปลื้มใจ ดีใจ และเครียดมาก กลัวออกมาไม่ดีมากๆ แต่สุดท้ายก็นี่แหละ ไม่อยากตัดอะไรทิ้งเลย(แต่ก็ตัดไปเยอะแล้วนะ) รักหมอรักกัปตัน ขอบคุณที่มาวิ่งเล่นในความฝัน

 

พบกันตอนพิเศษ

 

ปล.รูปจะตามมาทีหลังนะ

ปลล. สสวก.นาวซัง ย้อนหลังนะ ปั่นไม่ทันวันเกิด

edit @ 4 Jan 2016 22:45:41 by -$e!in@-

edit @ 4 Jan 2016 22:50:20 by -$e!in@-

edit @ 4 Jan 2016 23:43:50 by -$e!in@-

Comment

Comment:

Tweet

จบแล้วว เย้ รอตอนจบนานมากกกก โรแมนติกสุดคุ้มค่าสุดในสุด

ดอฟฟี่น่ารักมากกกก แอบแป้วนึกว่าจะมีดราม่าอีก 55555555

เขินแรง ยิ่งตอน "ตอนนี้ผมอยากจูบคุณ" นะ แบบ อ๊ากกก โอ๊ยย เขิน เขินแทนหมอ แงงงง

ชอบฟิคพี่เซมากเบย จบเรื่องนี้แล้วเขียนเรื่องอื่นอีกนะคะ จะรอติดตามค่ะ สู้ๆ ค่ะ

#2 By Satsuki D. Miiz on 2016-01-10 22:45

โรแมนติกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

โรแมนติกมากกกกกกกกกก

คือดีย์ คือมุ้งมิ้ง คือหวานอุ่นละมุนหัวใจ

เมื่อวานอิฉันแต่งฟิคตัวเอง ดอฟฟี่ยังทรามๆแบดๆอยู่เลย ดอฟฟี่เวอร์พี่เซน่ารักมุ้งมิ้งมาก 555555

สวัสดีปีใหม่นะคะ!

#1 By valentearz on 2016-01-04 23:14