[Drabble lluvia] Dance KidxLaw (Onepiece)

posted on 05 Sep 2015 16:42 by selina-de-endless in Onepiece directory Fiction, Cartoon
Drabble lluvia: Dance
 Paring : Kid X Law (Fem)
Authors : เซรินะ , SDEndless (Twitter: SDEndless)
Warning : Normal PG ใสๆ กุ๊งกิ๊งๆ
Summary : Timelineช่วงที่แถวๆในเรื่องนี่แหละ เป็นความสัมพันธ์ที่ยังไม่มีชื่อเรียก
 
 
 
-------------------------------
 
 
 
“นานๆทีจะเห็นนายออกมาปาร์ตี้กับเพื่อนกับฝูงนะเนี่ย” ก่อนเริ่มปาร์ตี้ในผับ แน่นอนว่าต้นความคิดอย่างฮีทต้องไม่พลาดแซวคนที่มักหายหน้าหายตาไปหลังเลิกเรียนประจำ
 
“ต้องมาสิ ฉันไม่พลาดงานเที่ยวแบบนี้หรอก”
 
“อ้าว ก็เห็นติดแฟนซะขนาดนั้...” ฮีทโดนคิลเลอร์ถองศอกใส่จนจุกตัวงอ คิดแยกเขี้ยวใส่ฮีท
 
“ใครแฟน!? บ้าไปใหญ่แล้วพวกแกนี่!”
 
อือหือ ก็คงอีกไม่นานมั้งเพื่อน...
 
แน่นอนว่ากลุ่มเพื่อนสามคนไม่ได้พูดประโยคดังกล่าวออกไปให้ระคายหูของยูสทัส คิด
 
“แล้วไม่ไปตามคุณหมอทราฟาลก้าเหรอวันนี้” คิลเลอร์เป็นตัวแทนถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้ แน่นอนว่าเพราะเป็นคิลเลอร์มันเลยทำให้คำถามดูไม่เอนไปทางหวังแซวจนคิดยอมตอบ
 
“เธอไม่อยู่ ไปงานเลี้ยงกับพี่ชาย” คิดตอบกลับสีหหน้าบูดๆ เขาคุยกับหมอเมื่อวาน เธอเล่าว่าพี่ชายสุดเพี้ยนของเธอต้องออกงานกะทันหันและยังหาคู่ควงไม่ได้ เลยยืมตัวเธอไปด้วยแทน แน่นอนว่าฟังๆไปแล้วเธอดูเซ็งใช่ย่อย ส่วนเขาไม่มีความเห็นให้กับงานนี้เสียเท่าไหร่นอกจากวาดภาพหมอสวมชุดไปงานในใจไปเงียบๆ แน่นอนว่าถึงกับจินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว
 
พวกเขาเลิกสนใจแล้วหันมาเข้าเนื้องานแทน แสงสีในสถานเริงรมย์ยามค่ำคืนเป็นสิ่งมอมเมาวัยรุ่นกลัดมันได้ไม่ต่างกับของเหลวสีอำพันในแก้วที่เห็นได้ทุกโต๊ะที่มีคนจับจอง เสียงเพลงดังกระฮึ่มเต็มไปด้วยจังหวะชวนโยกหัว ผู้คนมากหน้าหลายตาพากันลงฟลอร์และเริ่มปลดปล่อยตัวเองสุดเหวี่ยง ทว่าก็ยังมีคนมากหน้าหลายตาจับจองโต๊ะอย่างเหนี่ยวแน่น พวกคิดเลยเลี่ยงมานั่งที่หน้าบาร์แทน ซึ่งมีข้อดีอย่างหนึ่งคือเหล้าที่ได้จากมือบาร์เทนเดอร์มันเสิร์ฟเร็วทันใจกว่านั่งที่โต๊ะเป็นไหนๆ
 
“มันเป็นงานแบบไหนกันน้า” พอเริ่มงานไปสักพักพอให้เหล้าเข้าปากจนกรึ่มๆ ปากเปราะๆของหมู่เพื่อนก็เริ่มทำงาน
 
“หมอดูรวย ต้องไฮโซๆหน่อยล่ะมั้ง”
 
“อาหารหรูๆเหล้าแพงๆสินะ”
 
“หรืออาจจะเป็นงานเต้นรำก็ได้นา” คิดชะงักแก้วเหล้า ตอนแรกบทสนทนาเรื่อยเปื่อยค่อนข้างไร้สาระเขาไม่ได้ให้ความสนใจนัก แต่พอเข้าประโยคนั้นบางอย่างก็ทำให้คนที่จิบของเหลวรสแรงอยู่เพลินๆถึงกับชะงัก ภาพแรกที่เข้ามาในหัวคนที่อยู่ในบทสนทนากำลังถูกชายปริศนาขอเต้นรำ เล่นเอาสะอึก...
 
“ต้องมีผู้ชายมาขอเต้นด้วยเยอะแยะใช่ไหมนะ”
 
มือหนาบีบแก้วแน่น
 
“ไม่แน่ว่าอาจจะเต้นอยู่ก็ได้ แบบเนี้ย แบบเนี้ยยย” ฮีทเอามือไขว้กอดตัวเองพลางบิดซ้ายบิดขวาเป็นท่าเต้นรำตลกๆ ไวร์ผิวปากใส่ยาวๆ แต่เด็กหนุ่มผมแดงรู้สึกเหมือนลมออกหูทันทีที่คิดว่าสาวเจ้าอาจจะกำลังเต้นรำกับใครไม่รู้ก็เป็นได้ ฉับพลันเด็กหนุ่มวางแก้วกระแทกลงบนโต๊ะแล้วลุกพรวดขึ้น ท่ามกลางความผวาของเหล่าเพื่อนที่เกรงการไปกระตุ้นต่อมอารมณ์ของคิด เจ้าตัวเหมือนเพิ่งรู้ตัวเลยชักสีหน้าแก้ตัวส่งๆ
 
“ไปห้องน้ำ” เจ้าตัวกระทั้นเสียงหน้าตึงๆ เล่นเอาหมู่เพื่อนสร่างเมาไปชั่วครู่เลยทีเดียว แต่หลังจากเดินแยกออกมาเดินออกมาสงบสติอารมณ์ เขาก็รีบหยิบมือถือในกระเป๋าออกมาส่งข้อความหาอีกคนทันที
 
‘ตอนนี้คุณอยู่กับใคร’ ร่างสูงพิงตัวกับกำแพงระหว่างทางไปห้องน้ำแคบๆ ระหว่างทางมีวัยรุ่นมากหน้าหลายตาเดินผ่าน ทั้งในสภาพปกติและประเภทกึ่งๆจะไร้สติก็ด้วย รอไม่นานข้อความก็ตอบกลับมา
 
‘กับดอฟฟี่’ คิดได้อ่านแล้วก็ถึงกับถอนหายใจ เขาไม่น่าถามอะไรงี่เง่าเลย พี่ชายหวงน้องสาวแบบนั้นคงไม่ยอมปล่อยน้องสาวสุดที่รักออกห่างตัวหรอก ‘เมื่อสิบนาทีก่อน ตอนนี้อยู่คนเดียว น่าเบื่อมากด้วย’ ข้อความอีกฉบับส่งต่อมาเหมือนพิมพ์ไม่จบ งานนี้เล่นเอา ยูสทัส คิด ร้อนรนของแท้
 
‘เกิดอะไรขึ้น?’ เขาถามกลับไป
 
‘ไม่มีอะไร แค่แฟนดอฟฟี่โผล่มา พี่ชายสุดที่รักก็เลยทิ้งฉันไว้กลางงาน’ อ่านจากประโยคประชดประชันก็พอจะรู้ว่าเจ้าตัวออกจะหัวเสียไม่น้อย คิดนึกภาพหมอกลอกตาออกในทันที รู้สึกหายใจหายคอคล่องขึ้นมาหน่อย ก่อนจะถูกข้อความอีกฉบับเด้งขึ้นมาเหมือนบ่น 'นี่มันน่าเบื่อเกินไป'
 
เห็นแก่คนเบื่อ เขาจะช่วยหล่อนแก้เบื่อแล้วกัน
 
'คุณใส่ชุดสีอะไร'
 
'ถามทำไม’
 
'แก้เบื่อให้คุณ’ หรือแก้เบื่อให้ตัวเองก็ไม่รู้นะ แค่ได้จินตนาการว่าหมอทำหน้าระแวงกับคำถามไม่มีปี่มีขลุ่ยก็สนุกแล้ว
 
'...สีดำ'
 
'ฟังดูเซ็กซี่' เขาพิมพ์แซวกลับ
 
'บ้า!’
 
อือหือ เพิ่งเคยเห็นหมอด่าเขาได้สาวน้อยขนาดนี้นะเนี่ย ปกติเห็นปั้นมาดตลอดเวลา
 
'แต่งหน้ารึเปล่า'
 
'แน่นอน งานใหญ่นะคุณ จะให้ฉันมาโทรมๆได้ยังไง'
 
'แต่งหน้าเฟลก็ดูเป็นผีได้นะ ส่องกระจกบ่อยๆแล้วกัน'
 
'ชักอยากต่อยปากคุณขึ้นมาแล้วสิ' แน่นอนว่าหมอไม่ลืมแนบอีโมแสดงความเดือดแถมมาด้วย คิดเบี่ยงหน้าเข้ากลั้นขำกับกำแพงสุดความสามารถ
 
'ผมไม่ยืนเฉยๆให้ชกหรอกนะหมอ คิดให้ดี'
 
'หึ...' เขาเดาว่าหมอกล้าเสยหน้าเขาแน่ๆถ้าอยู่ด้วยกัน ประเด็นคือตอนนี้ตัวอยู่ห่างกันคนละโยชน์และคนอย่างหมอคงคิดว่าไม่มีประโยชน์ถ้าจะโต้เถียงกันด้วยคำพูด คิดเลยเลือกจะข้ามไปถามคำถามข้อถัดไป
 
'ผมล่ะ รวบผมรึเปล่า'
 
'คุณรู้ได้ไง'
 
'ก็นะ ผมว่ามันเหมาะกับคุณที่สุด' เอาแบบตรงๆก็คือเขาชอบเวลาหมอรวบผม ซึ่งเจ้าตัวก็คงจะรู้ความหมายที่พิมพ์กับที่คิดดีนั่นแหละ แต่ที่ไม่ตอบกลับเพราะอาจจะกำลังทำหน้าช็อกอยู่ก็ได้
 
ว่าไปก็ชักจะอยากเห็นหน้าขึ้นมาซะแล้วสิ...
 
'หายเบื่อรึยัง'
 
'ยัง'
 
'ว้า ผมจะหมดมุกแล้วนะ'
 
'งั้นฉันว่าฉันหนีกลับดีกว่า'
 
'เฮ้ย เดี๋ยวๆ จะออกมาค่ำๆมืดๆตัวคนเดียวได้ยังไงกันคุณ’
 
‘แล้วจะให้ฉันกลับยังไง? ฉันไม่อยากจะบอกดอฟฟี่ให้เป็นเรื่องเอิกเริกหรอกนะ’
 
‘เดี๋ยวผมไปรับ’ บอกได้เลยว่าประโยคนั้นมันไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดมาเลยแม้แต่นิดเดียว
 
‘หะ? คุณไม่ได้ปาร์ตี้อยู่เหรอ’ แล้วเด็กหนุ่มก็โดนสวนด้วยความจริงกลับมาหนึ่งดอก ก่อนที่จะโดนอีกดอกตามมาจนจุกในท้องเลยทีเดียว‘แถมคุณไม่ควรโผล่มาให้คนของดองกี้โฮเต้เห็นหน้าด้วยซ้ำ พวกนี้ขี้ฟ้องจะตาย’
 
คิดโคตรหงุดหงิดที่เถียงไม่ออกเลย ‘งั้นเจอกันคนละครึ่งทางเป็นไง ที่คลินิกไหม?’ เป็นการประนีประนอมที่เข้าท่าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ถึงคลินิกจะอยู่ใกล้แค่ไหนเด็กหนุ่มก็ยังอดว้าวุ่นใจไม่ได้ที่ให้อีกคนเดินทางดึกๆตามลำพัง เขาเลยรีบสาวเท้ากลับมาที่โต๊ะซึ่งฮีทและไวร์เมาเละไปแล้ว เหลือแต่คิลเลอร์ที่มีสติพอที่เขาจะทิ้งข้อความไว้
 
“ฉันกลับล่ะ”
 
“อ้าว... ทำไมล่ะ เพิ่งมาเองนะ” คิดเดาะลิ้น สมองเขาไม่เร็วพอจะหาข้ออ้างเนียนๆที่สามารถหลอกคิลเลอร์ได้
 
“ไปรับคนโดนทิ้ง” ปฏิกิริยาของคิลเลอร์บ่งบอกว่าเจ้าตัวงงเป็นไก่ตาแตกแม้ไม่ต้องเปิดเส้นผมเพื่อมองหน้าก็ตาม
 
“...หมายถึงหมอเหรอ?”
 
“เออ” คิดจิ๊ปากใส่เพื่อนสนิท ยังดีที่ฮีทและไวร์เมาจนไม่รู้ว่าเขากำลังไป เลยไม่ต้องเสียเวลาตอบคำถามของพวกนั้น “ไปล่ะนะ”
 
คิดหุนหันออกจากบาร์ ทิ้งให้คิลเลอร์พ่นลมหายใจพลางพึมพำ“บอกตรงๆแต่แรกก็หมดเรื่อง ลีลาอยู่นั่นแหละ"
 
 
 
ท้องฟ้าที่ว่ามืดสนิทต้องยอมแพ้ให้กับแสงไฟของย่านกลางคืน แต่พอออกจากย่านกลางคืนมาสู่ถนนมืดๆเงียบๆเหมือนเป็นคนละโลกแล้วก็ยังยากจะเห็นแสงดาวได้อยู่ คิดเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์มาจนถึงสถานที่นัดพบ อากาศคืนนี้หนาวจัดเหมือนหิมะกำลังจะตก และคิดสังหรณ์ไม่ผิด เมื่อเขาดับเครื่องยนตร์เรียบร้อยเขาก็พบว่าปุยขาวจากฟ้าเริ่มโรยลงมาเบาบาง แต่ที่ผิดคาดคือรางบางในชุดโค้ทดูดีที่นั่งลงบนบันไดเตี้ยหน้าประตูหลังคลินิกที่เดิมโดยไม่กลัวว่าจะทำชุดหนาราคาแพงนั้นเปื้อน เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาตอนที่เขาเลี้ยวมอเตอร์ไซค์เข้ามาและจอดลงเรียบร้อย
 
“ปาร์ตี้ไม่สนุกเหรอ คุณยูสทัส” เธอทักคำแรก ตอนที่คิดกำลังคิดในใจว่า
 
หมอรวบผมจริงๆด้วย...
 
คิดทำหน้าอ่อนอกอ่อนใจใส่คนที่ยิ้มมุมปากด้วยจุดประสงค์คล้ายจะล้อเลียนพลางโต้กลับไปว่า “โดนทิ้งอย่างทางคุณก็ไม่น่าสนุกนะ” คราวนี้ฝ่ายหญิงผู้มัดรวบต่ำเป็นหางม้าเท้าคางลงถอนหายใจแทน มืออีกข้างปัดปอยผมเส้นเข้มที่รุ่ยออกจากแนวขึ้นทัดหู ระหว่างที่คิดหย่อนตัวลงนั่งที่ประจำของเขา นั่นคือข้างๆคุณหมอทราฟาลก้านั่นเอง
 
“ฉันไม่ชอบงานเลี้ยงเท่าไหร่ ไม่ได้อยากไปตั้งแต่แรกแล้ว ได้หนีออกมาแบบนี้ดีเกินคาดเสียอีก”
 
“อ่าฮะ แต่หนีกลับมาแบบนี้ระวังจะมีเรื่องกันอีกนะหมอ” ถึงจะพูดไปแบบนั้น เขาก็ไม่อยากให้เธออยู่ที่งานต่อโดยไม่มีไม้กันหมาชิ้นใหญ่อยู่ด้วยหรอก ดังนั้นที่หมออุตส่าห์เดินออกจากงานคนเดียวเขาออกจะชอบใจแบบนี้มากกว่าด้วยซ้ำ
 
“เหอะ! หมอนั่นไม่มีสิทธิ์บ่นฉันสักหน่อยในเมื่อเป็นคนที่ทิ้งฉันก่อนน่ะ” ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยงอง่ำลงเล็กน้อย
 
“แล้วคุณมายังไง”
 
“แท็กซี่น่ะสิ”
 
ก็ยังดี…
 
“คุณนี่ดื้อเป็นบ้า” คิดพึมพำเหมือนบ่นทั้งๆที่ยังไม่ละสายตาจากวงหน้าหวานเรียวของอีกฝ่ายซึ่งวันนี้แปลกตากว่าที่เคย แต่ก็ไม่แย่อย่างที่เขาล้อไว้ในข้อความ ที่จริงมันดึงดูดสายตาได้อย่างเกินความคาดหมาย ส่วนถ้าถามว่ามันแปลกตาตรงไหนคงตอบได้ทันทีว่าเพราะรอยคล้ำใต้ตานั้นถูกกลบหายไป หมอหญิงวันนี้จึงดูโดดเด่นเสียจนเขารู้สึกคิดผิดที่ยอมให้หมอออกงานตั้งแต่แรกเลยทีเดียว
 
“ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆที่ต้องตามผู้ปกครองกลับบ้านซะหน่อย” ลอว์เถียงก่อนจะเอื้อมือเกาะขอบประตูลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ส้นสูงเข้าคู่กับชุดออกงานใต้โค้ทที่จำต้องใส่เสริมไม่ได้ช่วยให้ลุกนั่งสะดวกนัก ร้อนถึงคนมองต้องลุกตามขึ้นมาพยุงแขน “ขอบคุณ” หมอสาวบอกสั้นๆก่อนจะไขกุญแจประตูคลินิก คิดตีหน้าเหมือนเป็นคำถาม ลอว์เลยเฉลยทันทีว่า “ข้างนอกมันหนาว พักดื่มกาแฟก่อนก็เข้าท่าดีไม่ใช่เหรอ ...หรือคุณรีบกลับ?”
 
“เปล่า ไม่รีบ”
 
ลอว์กระตุกยิ้มสมใจก่อนจะผลักประตูเข้าไป ควานหาสวิตซ์ไฟที่ทางเดินอยู่สักครู่ ไฟที่ทางเดินหลังคลินิกก็สว่างขึ้น รอบข้างเงียบสนิทเหมือนตอนที่คลินิกปิด นาฬิกาบนผนังบอกเวลาว่าเลยเวลาเที่ยงคืนมาได้สิบนาทีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่รีบร้อนจะกลับบ้านกันเสียเท่าไหร่ เจ้าของคลินิกผลักประตูห้องพักอย่างคุ้นชิน เธอปลดส้นสูงออกจากเท้าแล้วเปลี่ยนมาเป็นสลิปเปอร์นุ่มๆแทน
 
“เฮ้อ! ค่อยสบายขึ้นหน่อย”
 
“ไม่มีส้นสูงแล้วคุณเตี้ยไปเยอะเลย”
 
“ฉันมีวิธีทำให้ตัวเองสูงขึ้นได้โดยไม่มีส้นสูง”
 
“ยังไง?”
 
“ตัดขาคุณไง คุณจะได้เตี้ยกว่าฉัน” หมอศัลยกรรมหรี่ตาขู่ว่าเธอพูดจริงทำจริง เล่นเอาเด็กหนุ่มหนาวสันหลังไม่น้อย เขาเลี่ยงไปเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนชงกาแฟแทนระหว่างที่ลอว์ถอดโค้ทหนาหนักออก พอดีกับที่ใบหน้าคมกร้านของเด็กหนุ่มหันกลับมาพอดี
 
ความรู้สึกหลายอย่างวิ่งชนกันเหมือนรถไฟที่สับรางไม่ทัน
 
ชุดที่อยู่บนร่างบอบบางนั้นเป็นชุดกระโปรงสั้นเข้ารูปแขนยาวคอตัด ช่วงแขนและอกเป็นผ้าลูกไม้ซีทรูสีดำซึ่งลายของมันกลืนไปกับลายของรอยสักจนมองไม่ออก ช่วงขาเรียวยาวสีน้ำผึ้งเลยเหมือนถูกขับเน้นขึ้นมากกว่าปกติ เมื่อรวมเส้นผมละเอียดรวบต่ำตามสมัยนิยมกับใบหน้าที่ถูกบรรจงจัดแต่งจนขับเน้นสเน่ห์ของเจ้าตัวจนเต็มที่ ทั้งอาการอึ้งตะลึง ถูกใจ หรือแม้แต่ความรู้สึกอิจฉาจนถึงหวงก็ซัดโครมใส่อย่างไม่ปรานี
 
ทำไมเขาถึงเห็นภาพนี้เป็นคนสุดท้ายของวันกันนะ ไม่ยุติธรรมเลย!
 
“คุณยูสทัส...?”
 
คิดพึมพำอย่างเผลอเรอ “สีดำจริงๆด้วย...”
 
“ก็ใช่น่ะสิ เหมือนที่จินตนาการไว้ไหม?” สาวเจ้ากอดอกใส่พลางสัพยอกกลับ และมันทำให้คิดปั่นป่วนไม่น้อย
 
ใครมันมองว่าไม่สวยได้นี่มันน่าตบหัวสั่งสอนมากอ่ะงานนี้
 
“ก็… ใช้ได้”
 
โอเค เขาปากแข็ง มันน่ายกมือขึ้นมาเผ่นกบาลตัวเองซักที
 
“โหย คุณนี่ไม่เข้าข้างหมอบ้างเลย” ลอว์ไม่ได้แสดงอาการแง่งอนอย่างคำพูด เหมือนเธอแค่พูดเล่นๆมากกว่า จากนั้นก็หันไปหยิบแก้วเซรามิคขึ้นมาสองใบในชั้นวางแทน อากัปไม่สนใจมันยิ่งทำให้คิดสมเพชตัวเองหนักขึ้นไปอีก
 
ขอโทษครับ คุณสวยมาก สวยจริงๆนะ! แต่บ้าจริง! เขาไม่กล้าพูด!
 
แล้วถ้าคิดกลับกัน ให้ตายสิ! จะมีคนพูดแบบที่เขาคิดให้หมอฟังมาแล้วกี่คนกัน พนันได้เลยต้องเยอะแน่ๆ แล้วถ้าเขาพูดเขาก็อาจจะกลายเป็น 'คนสุดท้าย' ของวันเลยก็ได้ที่พูดแบบนั้น
 
...เออ! มันคือหึงนั่นแหละ
 
คนที่ถูกหึงในใจไม่ได้รับรู้อะไรด้วย เธอแค่เลื่อนแก้วเซรามิกใบหนึ่งให้คิดที่ยอมหยุดทำหน้าเหมือนทะเลาะกับตัวเองแล้วเข้ามาจัดการถ้วยของตัวเอง ลอว์อ้อมมาเปิดกระปุกกาแฟ ตักมันใส่แก้วตัวเองทีละช้อนและเลื่อนให้คนตัวสูงข้างๆพอดีกับที่สบตาอีกคนแล้วเลิกคิ้วใส่งงๆ “เป็นอะไรไปอีกล่ะ?”
 
“กินกาแฟกันตอนนี้เดี๋ยวได้ตาค้างยันเช้าแน่ๆ”
 
“ก็มันหนาว กินๆไปเหอะ” ลอว์ส่งน้ำตาลให้อีกฝ่าย ส่วนแก้วของเธอมีแค่กาแฟสองช้อนเท่านั้น “หนาวๆแบบนี้ทำให้ตัวอุ่นเข้าไว้จะดีกว่านะ”
 
“อา... ก็จริง” เขาไม่เถียงเรื่องมันหนาว “...อันที่จริงตอนช่วงหัวค่ำลืมถามคุณไปอีกอย่าง”
 
“อะไร?” ลอว์ถามโดยตายังคงทำเป็นสนใจกับการบิดเกลียวกระปุกน้ำตาลปิดลง น้ำในกระติกเดือดพอดี เธอเลยกดน้ำร้อนก่อน
 
“มีคนขอคุณเต้นรำกี่คน? ไม่นับพี่ชายคุณนะ” มือที่กำลังกดน้ำร้อนปล่อยออกกะทันหัน คนถูกถามรู้สึกว่าน้ำในกระติกอาจจะไม่ร้อนเท่าไหร่ เมื่อวัดเทียบจากอุณหภูมิหน้าที่ไม่ค่อยปกตินัก
 
“…ไม่ได้นับ”
 
“แปลว่าหลายอยู่" คิดโคลงหัวแล้วเขยิบเบียดแย่งที่หมอสาวที่เอาแต่ยืนนิ่งเพื่อกดน้ำร้อนบ้าง “แล้วตอบรับไปกี่คน?”
 
“…”
 
“…"
 
คลินิกในยามวิกาลแม้จะส่องสว่างด้วยแสงไฟจากหลอดไฟเก่าๆดวงเดิมแล้ว ความเงียบก็ถือเป็นพระเอกที่น่าโมโหเหลือเกิน ประโยคพูดคุยธรรมดาถูกกดดันให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเวลาไม่มีเสียงอื่นรบกวน เว้นเสียงก้อนเนื้อในอกที่สะดุดผิดจังหวะมาได้พักใหญ่ดังจนหูอื้อจะแย่งความเงียบนั้นไปหมด
 
“...ศูนย์”
 
“ทำไม? อีกฝ่ายหน้าตาแย่เหรอ”
 
“อา... เปล่าหรอก ไม้กันหมามันเยอะไปก็เท่านั้นเอง” ลอว์เผลอทำหน้าเซ็งออกมาทันที นอกจากดอฟฟี่แล้ว ไม้กันหมาเบอร์รองลงมาคือเหล่าผู้บริหารแฟมิลี่ทั้งสี่ที่ทำตามคำสั่งดอฟฟี่ชนิดไม่ลืมหูลืมตาว่าคำสั่งนั้นจะงี่เง่าแค่ไหน อันที่จริงพวกเขาจะเฉลี่ยกันไปกันในแต่ละงาน แต่โมเน่ไม่มางานนี้ ชูก้าร์ก็ยังเด็ก ส่วนเบบี้5ไม่ต้องพูดถึง เห็นเจ้าตัวแล่นไปตื๊อขอนายทหารนาวิกโยธินกองทัพฮัปโปเต้นรำอยู่นานสองนาน แต่ฝ่ายชายก็ซื่อเกินจนน้องสาวต่างสายเลือดของเธอแห้วไปตามระเบียบ เหล่าผู้บริหารเลยทุ่มความสนใจมาที่เธอมากกว่า และมันเป็นเหตุผลที่ทำให้เบื่อขึ้นเป็นกอง
 
คิดคีบถ้วยกาแฟร้อนๆสองถ้วยเลื่อนออกห่างไปตามโต๊ะก่อนพลางเปรยขึ้นว่า “แปลว่าถ้าไม่มีพวกองครักษ์อยู่คุณจะไม่ปฏิเสธสินะ”
 
“หะ...?” ลอว์เงยหน้าขึ้นมองคนที่เลื่อนสายตาลงสบกับเธอในระยะเผาขนแทน
 
“นี่หมอ…” เสียงทุ้มห้วนห้าวไม่น่าฟังเหมือนทุกที แต่มันก็หยุดเธอได้ด้วยความจริงจังจนไม่อาจละสายตาได้เลยสักครั้ง “เต้นรำกับผมนะ?”
 
ยามดึกที่ทุกชีวิตหลับใหล ภายในคลินิกเงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจสะดุดอย่างน่าอาย นับประสาอะไรกับเสียงหัวใจที่กระตุกรัวเหมือนโดนเขย่า ความรู้สึกซาบซ่านแผ่ทั่วใบหน้า ใต้แสงนีออนที่ขับเน้นจนเห็นทุกอาการชัดเจน ไม่ว่าจะเพียรพยายามกลบมันกลับที่มากเท่าไหน ก็คล้ายกับว่ามันยิ่งแสดงออกชัดเท่านั้น
 
ในบรรดาชายที่เข้ามาขอเธอเต้นรำ รายสุดท้ายมีความพิเศษที่สุด เพราะเขาทำให้เธอคล้ายจะเป็นบ้าทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในชุดสูทหรูหราอย่างใครเขา หรือประดิดประดอยถ้อยคำหวานๆเพื่อขอเธอเต้นรำ
 
เขาก็แค่เป็น ยูสทัส คิด แบบทุกวันที่เธอเจอหลังคลินิก แค่นั้นก็เพียงพอให้มือบางวางตอบรับลงบนมือหนาที่แบรออยู่แล้ว
 
“...ไม่มีเพลงนะ” คนถูกขอเต้นรำเอ่ยเสียงแผ่ว
 
“ไม่เห็นเป็นไร” มือหนาช้อนมือบางขึ้นมากอบกุมไว้ ส่วนอีกข้างเลื่อนลงโอบแผ่นหลังบางในตำแหน่งที่ถูกต้อง ระยะห่างทั้งหลายถูกตัดทอนออกไปมากกว่าทุกทีจนได้กลิ่นหอมจางชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่เคยเข้าใกล้ ดวงตาสีแดงคมเข้มมองลึกเข้าในดวงตาสีเทาก่อนพาเริ่มก้าวแรก “ผมชอบแบบเงียบๆ”
 
ถึงจะไม่มีดนตรีอ่อนหวานคลอข้างหู ถึงจะใส่แค่สลิปเปอร์ราคาถูกไม่เข้าชุด ไม่มีสูทหรูหราติดกาย หรืออาจเป็นเวลาที่ดึกเกินไป หลายอย่างที่ไม่สมบูรณ์กลับกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ลงไปตลอดกาล
 
ค่ำคืนความลับอันหนาวเย็น กาแฟสองแก้วตั้งอยู่ข้างกัน เงาคนสองคนโลดแล่นในจังหวะที่เป็นหนึ่งเดียว ตัดขาดตัวเองออกจากห้วงเวลาราวกับพร้อมใจกันยินยอมที่จะให้มันดำเนินไปชั่วนิรันดร์
 
“นี่...”
 
“อะไร?”
 
“เราไม่น่าชงกาแฟ” ฝ่ายหญิงช้อนสายตาขึ้นมอง ก่อนจะคลี่ยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจ
 
“อา... จริงด้วยสินะ"
 
ไม่จำเป็นต้องพึ่งกาแฟ แค่นี้ก็อุ่นจะแย่อยู่แล้ว จริงไหม?
 
 
 
 
 
 
-----------------------------------------
 
เอามาคั่นก่อนตอนจบที่ยังคิดไม่ออก orz
โรแมนติกกุ๊กกิ๊กสไตล์
 
ตอนนี้เป็นความหวานที่ไม่สมบูรณ์ ก็อยากจะเขียนให้เห็นไลฟ์สไตล์หมอกับไลฟ์สไตล์คิด ค่อนข้างคนละฐานะกันอย่างชัดเจน ดังนั้นมันต้องมีความแตกต่างเกิดขึ้น แต่เราเลือกให้นัดเจอกันที่คลินิกเพราะว่ามันเป็นกลางที่สุด และบังเอิญว่าตอนนี้หมอสวยมาก สวยแบบมีราคา เพอร์เฟคต์สุดๆในสายตาชายหนุ่ม แต่คิดคงตะขิดตะขวงอยู่ในใจ ปกติรูปลักษณ์หมอสะดุดตากว่านี้ แบบ ตาคล้ำ มีรอยสักเต็มตัวทั้งๆที่เป็นหมอ ซึ่งมันเป็นตำหนิที่ทำให้หมอดูแปลก และคุณกัปตันสนใจหมอในจุดนั้นมากกว่า แน่นอนล่ะหมอแบบสวยๆก็ดูดีไปอีกอย่าง แต่ความสมบูรณ์เกินไปมันไม่เข้าโจทย์ เราเลยเอารองเท้าส้นสูงออกแล้วใส่สลิปเปอร์เต้นรำแทน ในขณะที่กัปตันก็แต่งตัวอย่างที่แต่งทุกวัน ถึงมันจะไม่เพอร์เฟคต์แต่มันก็มีดีเทลให้จดจำไปอีกนานเลยทีเดียว

edit @ 5 Sep 2015 16:55:13 by -$e!in@-

Comment

Comment:

Tweet