[AUFic onepiece] lluvia KidXlaw (10/?)

posted on 04 Jul 2015 22:32 by selina-de-endless in Onepiece

 

AUFic Onepiece : lluvia

Paring : Kid X Law (Fem)

Authors : เซรินะ , SDEndless (Twitter: SDEndless)

Warning : Normal PG ใสๆ กุ๊งกิ๊งๆ

Summary : หมอสาวคนสวยกับเด็กน้อยคนเดิม เอาจริง ไม่มีใครเคยบอกว่าวันที่ฝนตก แรงดึงดูดมันจะเยอะขนาดนี้ *-*

 

ตอนที่แล้ว

------------------------------

 

 

 

 

 

Don’t let your guard down

I don’t want anyone know how you are cute

 

 

 

            “อือ...” เสียงหวานครางครือในลำคอ จมูกรู้สึกถึงกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์ ตามเนื้อตัวก็ครั่นไม่สบายตัวไปหมด ส่งผลให้ต้องทำใจลุกขึ้นทั้งๆที่เวียนหัวแทบตาย ทัศนียภาพรอบตัวคือห้องที่คุ้นเคยของตัวเธอก็จริงแต่ในใจยังคงเกิดคำถามมากมายที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้จากความทรงจำที่ขาดช่วง ตอนนั้นเองที่หูได้ยินเสียงใครบางคนกำลังจัดการกับเครื่องครัวในห้องเธอ คนเพิ่งได้สติจึงเดาว่าคงจะเป็นชาจิ “ชาจิ ขอน้ำหน่อยสิ...”

 

            เงาเบลอๆของผู้ชายตัวสูงโผล่เข้ามาตรงกรอบประตูห้อง ลอว์เวียนหัวเกินกว่าจะมองให้ชัด วิสัยทัศน์เห็นเป็นแก้วน้ำเอียงๆในมโนภาพยื่นมาให้ เธอประคองแก้วดื่มตามสัญชาตญาณ

 

            “ดีขึ้นรึยัง” เสียงทักไม่ใช่ของชาจิหรือเพื่อนพยาบาลในทีมของเธอ แต่ลอว์จำได้ขึ้นใจว่ามันเป็นเสียงของใคร

 

            “แค่กๆ!!” สาวเจ้าสำลักด้วยความตกใจ ได้ยินคนเอาแก้วมาให้ถอนหายใจแล้วดึงแก้วไปจากมือพลางช่วยลูบแผ่นหลังให้ แต่เจ้าหล่อนกลับขยับหนีสุดตัวทั้งๆที่สุดเตียงแคบๆก็มีแค่ผนังทึบตันเท่านั้น มือบางกอบโกยผ้าห่มขึ้นคลุมสภาพไม่เรียบร้อยของตนสูงถึงอก “คุณ!? ทำไมมาอยู่ที่นี่”

 

            “ผมพาคุณกลับมา”

 

            หะ!?

 

            ลอว์หัวหมุนหนักกว่าเดิม โอเค เธอจำได้ลางๆว่าเมื่อคืนเธอไปเดิมที่ชาบอนดี้ตามคำเชิญของแช็กกี้ พูดคุยกันเล็กน้อยก่อนจะดื่มจนเพลินปาก หลังจากนั้นชาจิกับเพนกวินก็ตามมา มีเรื่องกับวัยรุ่นชายและคนสุดท้ายที่โผล่มาคือคนตรงหน้า แล้ว… แล้ว… แล้วอะไรอีก?

 

            โอเค มีสติ... มีสติ... เสื้อผ้าเธออยู่ครบ เสื้อผ้าคนตรงหน้าก็อยู่ครบ แม้เธอจะโทรมและมีร่องรอยช้ำๆไปบ้างแต่ไม่ใช่รอยโดนละเมิดร่างกายแน่นอน

 

            “ฉันไม่ได้โดนใครปล้ำใช่ไหม” ลอว์ถามช้าๆตรงๆ นึกกลัวคำตอบในใจอยู่ไม่น้อย

 

            “คุณน่าจะรู้นะ คุณเป็นหมอนี่ แต่ถ้ายังตื่นไม่เต็มตาผมช่วยยืนยันให้อีกเสียงก็ได้ …ใช่ คุณปลอดภัย”

 

            หญิงสาวถอนหายใจเหมือนเพิ่งผ่านห้องเรียนชันสูตรครั้งแรกมาก็ไม่ปาน “เกิดอะไรขึ้น”

 

            “คุณเมาเหมือนหมา”

 

            แย่

 

            “ชูนิ้วกลางใส่ชาวบ้าน”

 

            แย่มาก... มือเรียวแต่งด้วยรอยสักกุมขมับเครียดๆ

 

            “อ้วกแตกหน้าอพาร์ทเมนท์ตัวเองตอนตีสอง”

 

            บัดซบโคตรๆ...

 

            มือเรียวยกขึ้นปิดหน้าอย่างละอาย “ไม่ต้องเล่าแล้ว...”

 

            “เดี๋ยว” คิดลากเสียงยาวกึ่งเอือมกึ่งบังคับ ไอ้สามข้อแรกน่ะไม่เท่าไหร่ ข้อสำคัญที่เขาต้องเตือนอีกฝ่ายคือ “เมื่อคืนคุณเกือบโดนลากไปทำมิดีมิร้ายอยู่แล้ว และถ้าผมไปช้าอีกนิดไอ้หน้าตัวเมียนั่นมันตบคุณหน้าหันแน่ๆ” ดวงตาคมดุจ้องสบตาด้วยอย่างแน่วแน่ เสียงทุ้มสั่นพร่าด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้ว่าเดิมที ยูสทัส คิด จะเป็นคนอารมณ์ร้ายอยู่แล้ว แต่หญิงสาวไม่เคยเห็นใบหน้าน่ากลัวขนาดนี้ของเด็กหนุ่มมาก่อน ประกอบกับข้อหาเก่าก่อนหน้านี้ทำเอาลอว์ตัวลีบลงอย่างรู้สึกผิด “แต่… คุณคงจำไม่ได้”

 

            “เปล่า จำได้” มือที่พยายามปกปิดสีหน้าลดลงในที่สุด ดวงหน้าหวานเรียวก้มต่ำพึมพำ “จำได้ว่ากำลังจะถูกซัด แล้วก็จำได้ว่าคุณชกไอ้เวรนั่นซะหน้าหงาย จำได้แค่นั้น” ตลอดเวลาที่พูดลอว์ไม่กล้าสบตา แม้ว่าคิดจะพยายามจะอ่านสีหน้าอยู่ก็ตาม และเขาคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะเรื่องก่อนหน้านี้ด้วยที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด

 

            หมอยังโกรธเขาอยู่สินะ…

 

            คิดถอนหายใจ เขาตั้งมั่นมาตั้งแต่พาร่างบางกลับว่าจะต้องคุยกันให้รู้เรื่องเสียที “เราไม่ควรโกรธกันมากไปกว่านี้ หมอ ผม...”

 

            “ฉันขอโทษ”

 

            ใช่ๆ ผมขอโทษ… เดี๋ยวนะ?

 

            อีกฝ่ายชิงพูดขึ้นก่อนคิดจะจบประโยคด้วยคำๆเดียวกัน “ฉันขอโทษเรื่องก่อนหน้านี้... ขอโทษเรื่องเมื่อคืนนี้ด้วย” หมอเล่นชิงพูดก่อนทำเอาเขาไปไม่ถูก ได้แต่อ้าปากค้างพลางฟังอีกคนขอโทษตัวเขาด้วยน้ำเสียงจ๋อยสนิทต่อไป “ฉันรู้ว่าผิด เมื่อคืนก็ไม่ได้โมโหหรือประชดอะไรหรอก แค่... อยากเมา”

 

            เมาให้ลืม จะได้ไม่รู้สึกผิด

 

            เมาให้ลืม จะได้ไม่ต้องตอกย้ำว่าตัวเองโง่มากแค่ไหน

 

            กลับกลายเป็นว่ามันยิ่งทำให้เรื่องมันแย่ลงและตัวเองดูงี่เง่าขึ้นไปอีก

 

            ไหล่เล็กลู่ลง “ขอโทษที่ทำให้ลำบาก...”         

 

            “ได้ ผมยกโทษให้” ดวงตาใสแจ๋วเงยขึ้นราวกับไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะง่ายดายขนาดนี้ คนอย่างยูสทัส คิดดูไม่น่าจะใช่พวกที่อภัยให้ใครง่ายๆ ชายหนุ่มทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้น ทั้งโผงผางหยาบกระด้าง แต่ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาคิดไม่ขึ้นเสียงใส่เธอสักคำ

 

            แต่เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษเธอก่อนตั้งแต่เมื่อคืน แน่นอนว่าความโกรธที่มีก็หายไปตั้งแต่ตอนนั้นนั่นแหละ

 

            “พูดจริง?” แน่นอนว่าคนที่เพิ่งสร่างเมาไม่มีทางรู้ว่าเมื่อคืนเด็กหนุ่มพูดอะไรออกมา

 

            “ผมเคยโกหกคุณที่ไหนกันล่ะ” ไหล่หนายักขึ้นเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ที่ทำให้ลอว์เลิกโต้แย้งสับสนคือคำพูด เพราะเมื่อคราวก่อนที่เด็กหนุ่มมาเยือนที่นี่ เขาก็พูดคำนี้ และมันทำให้เธอหน้าร้อนเห่อเหมือนเดิม ยิ่งตอนที่ร่างสูงหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงเดียวกับเธอยิ่งทำเอาคนเพิ่งคืนสติทำอะไรไม่ถูก "ผมขอโทษที่เดินออกมาวันนั้น ที่จริงผมอยากอยู่ด้วย ไม่สิ… ผมควรจะอยู่”

 

            ลอว์รู้ว่ามันหมายถึงวันไหน มันคือวันที่เขาและเธอเริ่มทำตัวไม่มีเหตุผลใส่กันจนทะเลาะเลยเถิดมาจนถึงเมื่อคืน และมันทำให้เธอรู้สึกผิดสุดๆ ดวงตาสีเทาพยายามเอียงสบอย่างหวังว่าเขาจะเลิกทำหน้ารู้สึกผิดเสียที “นั่นเป็นเพราะฉันพูดไม่ดีใส่คุณ…”

 

            “แต่คุณกำลังมีปัญหา” ดวงตาสีเพลิงจ้องสบตอบจริงจังราวกับว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตของเขา น่าแปลกที่ลอว์เข้าใจความรู้สึกนั้น เพราะตลอดเวลาที่เธอไม่ได้พูดขอโทษ ตลอดเวลาที่ปล่อยให้มันเรื้อรังค้างคา เธอรู้สึกว่าปัญหานี้มันกัดกินเธอเช่นกัน

 

            แต่ตอนนี้หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ไม่รู้สึกผิดแล้วด้วย

 

            …ตอนนี้รู้สึกอุ่นใจ…

 

            “งั้นก็เจ๊ากันกับเรื่องเมื่อคืน” ถึงไม่ต้องส่องกระจกเธอก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่สามารถกลั้นยิ้มอีกต่อไปได้

 

            “ตราบที่คุณปลอดภัย ผมโอเคก็ได้” เขามองตาของเธอ วงหน้า จนไล่มาถึงเรียวปากบางก่อนจะเริ่มรู้ตัว เด็กหนุ่มรีบลุกพลางกระแอมนิดๆเหมือนแก้ต่างที่ถือวิสาสะนั่งร่วมเตียงอยู่นานสองนาน ไม่ก็เป็นเพราะเขาเผลอจ้องรอยยิ้มหวานนั่นนานเกินไป เขาเอ่ยถึงเรื่องถัดมาแทนการเบี่ยงประเด็น “ชาจิโทรมาแต่เช้าว่าวันนี้พวกเขาจะทำงานแทนคุณเอง เพราะงั้นหยุดอยู่นี่แล้วก็นอนซะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ไปอาบน้ำไป” ร่างสูงหมุนตัวเตรียมออกจากห้อง “ผมซื้อข้าวต้มมาให้ตั้งแต่เมื่อเช้า เดี๋ยวจะอุ่นให้แล้วกัน”

 

            “เดี๋ยวนะ คุณมาที่นี่ตั้งแต่กี่โมงกัน?” เธอถามไปด้วยเหลือบมองนาฬิกาไปด้วย ตอนนี้เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงแล้ว ซึ่งมีเวลาถมเถให้เด็กหนุ่มกลับบ้านไปพักผ่อน ก่อนจะตื่นขึ้นมาแวะซื้ออาหารแล้วมาที่นี่อีกรอบ แต่คิดเฉลยในวินาทีถัดมาว่าที่เธอคิดนั้นมันเป็นคนละขั้วกับความจริงทั้งหมด

 

            “พูดอะไรของคุณ ผมยังไม่ได้กลับเลยตั้งแต่เมื่อคืนต่างหาก”

 

            “ล… แล้วคุณนอนที่ไหน”

 

            “โซฟาน่ะสิ ถามได้ เนี่ย ปวดหลังเป็นบ้า”

 

            คุณพระ ทุ่มทุนสุดๆ

 

            “ไปอาบน้ำได้แล้วหมอ สงสัยอะไรค่อยถามผมทีหลังก็ได้” คิดชี้นิ้วไปที่ประตูห้องน้ำเมื่อเจ้าของห้องอ้าปากค้าง ทำหน้าเหมือนจู่ๆคำถามทั้งหลายก็งอกขึ้นเป็นดอกเห็ด  ทว่าชั่งน้ำหนักแล้วเรื่องที่อยากถามยังไม่สำคัญเท่าความอยากล้างกลิ่นแอลกอฮอล์เหม็นๆออกจากตัวตอนนี้ ลอว์จึงยอมปล่อยคำถามไปอย่างง่ายดาย เธอคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปหลังจากที่คิดออกจากห้องของเธอเป็นที่เรียบร้อย

 

 

            เจ้าของห้องยอมรับว่ามันรู้สึกแปลกที่มีผู้ชายมานั่งเท้าคางรอที่โต๊ะทานข้าว หลังจากอาบน้ำเสร็จและเปิดประตูออกมาหวังจะหาอะไรเติมกระเพาะแก้หิว แม้ว่าจะเลยเวลามื้อเช้าปกติมานานแล้วก็ตาม แต่การเห็นภาพเด็กหนุ่มนั่งอยู่ตรงนั้นทำเอาเธอต้องตั้งสติตัวเองเร็วๆ แล้วเดินเข้าไปนั่งหน้าข้าวต้มที่คิดเตรียมไว้ให้

 

            "โอเค ฉันมีคำถามเป็นกระบุง คุณจะตอบไหม" ดูเหมือนว่าทราฟาลก้า ลอว์ คนเดิมจะกลับมาคุมมาดได้ดีกว่าตอนอยู่บนที่นอน ลอว์ตั้งใจว่าจะทานไปด้วยและถามไปด้วย ซึ่งเด็กหนุ่มไม่ขัดศรัทธา

 

            "แน่นอน"

 

            "เมื่อคืนเราเข้าห้องมาได้ยังไง"

 

            "ผมไถกุญแจห้องมาจากคุณน่ะสิ" ฟังดูน่ากลัว แต่เธอพอนึกภาพออกว่ามันคงไม่ยากเท่าไหร่กับการไถกุญแจมาจากคนเมา

 

            "แล้วกุญแจล่ะ" คิดขยับตัวล้วงกุญแจห้องของหมอสาวมาจากกระเป๋าหลังกางเกง หลังจากยึดมันไว้เพื่อออกไปหามื้อเช้าระหว่างที่เจ้าของห้องยังไม่ตื่น วางลงบนโต๊ะเป็นการคืนให้กับเธอ "ไม่ได้แอบปั๊มเก็บไว้ใช่ไหม"

 

            "นี่เห็นผมเป็นคนยังไงเนี่ย!"

 

            หมอสาวหัวเราะเบาๆ เมื่อ ยูสทัส คิด กางมือแสดงความบริสุทธิ์ใจพลางทำหน้าปะหลับปะเหลือกซึ่งมันดูซื่ออย่างไม่เข้ากับหน้าตาเจ้าตัวเลยแม้แต่น้อย

 

            "ตกลงว่าทำไมคุณไม่กลับบ้าน?"

 

            "เดี๋ยวคุณตกใจกรี๊ดตอนตื่นมาน่ะสิ" คนโดนแกล้งแหย่ยู่หน้างึมงำ “ขนาดผมอยู่คุณยังดูจิตตกไปแป๊บนึงเลย”

 

            "ทิ้งโน้ตไว้ก็ได้นี่"

 

            "ไม่เอาหรอก ตื่นมามีข้าวกิน ดีกว่าตื่นมาเจอแต่กระดาษแผ่นเดียวนะหมอ" เรื่องนั้นเธอไม่เถียง ถ้าเด็กหนุ่มไม่อยู่ มันหมายถึงเธอจะพลาดโอกาสขอโทษเขาไปอีก ซึ่งมันไม่ดีแน่ๆ ลอว์ก้มหน้าลงก้มหน้าลงกินอาหารต่อ "คิดมากเหรอ"

 

            "ก็คิดนิดหน่อย" แหงล่ะ เธอไม่เคยตกอยู่ในสายตาคนอื่นตลอดเวลาช่วงเช้าของวันมานานเป็นสิบๆปีแล้ว ส่วนคนที่ทำให้เธอรู้สึกแบบนั้นอีกครั้งดันไม่ใช่คนในครอบครัว และที่สำคัญเธอหาสถานะให้เขาไม่ได้เสียด้วยสิ

 

            เด็กหนุ่มผมแดงเดาะลิ้น "วันนี้วันเสาร์ คุณโชคดีมากที่ผมว่างพอดี พูดแบบนี้สบายใจขึ้นไหม?"

 

            จริงๆวันเสาร์เขาควรจะว่างอยู่แล้ว เว้นแต่บางครั้งก็มีนัดกับพวกคิลเลอร์ ทำการบ้าน หรือไม่เขาก็ออกไปเตร็ดเตร่คนเดียว คิดไม่ค่อยอยู่ติดที่นัก การที่เขายังอยู่ที่นี่นั่นนับว่าเป็นเรื่องประหลาดที่สุดเท่าที่เคยทำมา

 

            "ก็..."

 

            Rrrr...

 

            คิดแทบสบถใส่เสียงโทรศัพท์มือถือ นึกด่าคนที่โทรมาไม่ถูกจังหวะในใจ สุดท้ายก็ต้องรับสายอย่างช่วยไม่ได้เมื่อชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอเป็นชื่อของคิลเลอร์

 

            "ว่าไง"

 

            "--ว่าไงอะไร ตกลงนายจะมากี่โมงกัน นี่สายแล้วนะ--"

 

            สาย? เดี๋ยวนะ วันนี้เขามีนัดกับพวกคิลเลอร์เรื่อง...

 

            ตายล่ะหว่า!

 

            "ไว้คราวหน้าได้ไห..."

 

            "--เรามากันครบแล้ว--" คิดได้ยินคำตอบที่ไม่ถูกใจ คนที่แอบเหลือบมองอยู่ฝั่งตรงข้ามรู้ดี สีหน้าเซ็งสุดขีดของเด็กหนุ่มเป็นตัวบอกได้ดียิ่งกว่าแผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์เสียอีก "--โอเค... นายอยู่ไหน มีอะไรปิดบังรึเปล่า--"

 

            คิดเหลือบมองเธออย่างลำบากใจ เล่นเอาลอว์ทำหน้าเหรอหราที่เด็กหนุ่มทำเหมือนโยนให้เธอตัดสินใจอย่างไรอย่างนั้น หมอสาวเลยรีบโบกมือให้เด็กหนุ่มรีบไปเสีย ก่อนที่เขาจะบอกปลายสายว่าเขาอยู่กับผู้หญิงตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งนั่นคงทำให้ชีวิตเธอวุ่นวายขึ้นอีกสิบเท่าเป็นแน่

 

            "ไม่มี ขอเวลาครึ่งชั่วโมง"

 

            "--ไม่ สิบห้านาที--"

 

            คิดจิ๊ปากกลอกตาขึ้นเพดานอย่างขัดใจ "ก็ได้ๆ สิบห้านาที” เด็กหนุ่มวางสายแล้วลุกพรวดจากเก้าอี้ในขณะที่เจ้าของห้องต้องวางช้อนลงกลางคัน “ผมไม่ได้โกหกนะ อย่างน้อยตอนเช้าผมก็ว่าง แต่ช่างมัน โทษที ผมต้องไปแล้ว” เขาพยายามจะอธิบายแต่ยิ่งรีบยิ่งทำให้ลิ้นพันกันไปหมด สุดท้ายลอว์เลยบอกให้เขาไปแทน

 

            “ไปเถอะ ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบนะถึงต้องให้คุณมาดูแลประคบประหงมขนาดนี้น่ะ” ลอว์เปิดประตูห้องให้ ลมหนาวพัดเข้ามาปะทะหน้าอย่างจังจนเผลอถอยห่างไปก้าว เด็กหนุ่มคว้าแจ็คเก็ตนั่งที่ทิ้งไว้บนเก้าอี้นวมมาสวมพลางบ่นกระซิบกับตัวเอง

 

            “ทีเมื่อคืนล่ะไม่เห็นจะเหมือนคนที่โตแล้วตรงไหน”

 

            “คุณว่าไงนะ?”

 

            “เปล่า” คิดส่งเสียงตอบก่อนจะย้ายตัวเองไปอยู่นอกประตูแทน “อ้อ หมอ…”

 

            “หือ?”

 

            "ผมจะไม่ไปไหน จนกว่าคุณจะไม่ต้องการผมแล้ว ตกลงตามนั้นนะ" คำพูดสรุปความเสร็จสรรพทำเอาคุณหมอผู้ชาญฉลาดตามไม่ทัน แน่นอนว่าเด็กหนุ่มพูดต่อเร็วๆโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอนึกออกว่าเมื่อคืนเธอฟูมฟายอะไรออกมาบ้าง “ไว้เจอกันที่คลินิก ไปล่ะ!”

 

            แม้ว่าเธอจะจำสิ่งที่เธอพูดเมื่อคืนไม่ได้ หรือไม่มีวันนึกออกอีกเลยก็ตาม แต่เช้านี้กับสิ่งที่คนตรงหน้าพูด คงเป็นสิ่งที่เธอไม่มีวันลืมไปจนวันตาย

 

            “คุณยูสทัส!” คิดหันหน้ากลับมาตามเสียงเรียก เลิกคิ้วเหมือนถาม ระเบียงอพาร์ทเม้นท์เดียวกับเมื่อคืนสว่างขึ้นเมื่อเป็นตอนกลางวัน เพียงแต่ฟ้าสีครึ้มสีเดียวกับดวงตาเรียวของหญิงสาวมันมักเป็นสัญญาณนำพาของสายฝนเสมอ

 

            เพียงแต่วันนี้ไม่มีฝน

 

            ปุยสีขาวที่พัดเข้ามาผ่านทั้งสองไปอย่างเงียบงัน พร้อมๆกับที่เธอเอ่ยบางอย่างออกไป เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในหูเด็กหนุ่มนานเท่าที่จะนานได้ท่ามกลางเกล็ดหิมะแรกที่โรยตัวลงสู่พื้นดิน

 

            “ขอบคุณนะ”

 

            ขอบคุณที่ปกป้อง

 

            ขอบคุณที่กลับมา

 

            ขอบคุณที่จะไม่ไปไหน

 

            เพราะงั้นฉันถึงไม่รู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป

 

 

            หลังจากปิดประตูลงทุกครั้ง บางอย่างในอกเปลี่ยนไป ครั้งนี้ก็เหมือนกับทุกวันที่หลังคลินิก อากาศหนาว บางอย่างตกลงมาจากฟ้า กินข้าวปั้น เล่นกับเบโปะ คุยกัน หยอกล้อกัน และดูแลกันและกัน

 

            เมื่อจบวัน เสียงดนตรีในอกเปลี่ยนจังหวะไปเสมอ ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากหรือเปลี่ยนน้อยก็ตาม วันนี้คงถึงเวลาต้องรู้ตัว ถ้ามันจะสั่นไหวพองฟูมากขนาดนี้ ถ้ามันจะหวานฉ่ำจนติดตรึงขนาดนี้ หรือแม้แต่ทำให้เลือดลมร้อนได้ในวันที่อากาศหนาวขนาดนี้ก็ตาม

 

            ลอว์หันหลังพิงประตูหลังจากที่ส่งเด็กหนุ่มไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นที่แผ่นหลังจากเนื้อไม้ของบานพับกั้นห้อง ถ้าประสาทการรับรู้ของเธอไม่ได้ด้านชาไปแล้ว มันก็คงเพี้ยนอยู่แน่ๆ มือบางยกขึ้นอังระหว่างแก้มพร้อมกับสัมผัสว่ามันอุ่นมากแค่ไหน แผ่นหลังบางทรุดลงเหมือนเข่าอ่อน เธอนั่งลงกับพื้นแล้วพยายามสงบหัวใจลงอย่างยากลำบาก

 

            “ฉันจะบ้าตาย... โอ๊ย จะบ้าอยู่แล้ว...”

 

 

            วันจันทร์

 

            “ไม่ต้องขอโทษหรอกแช็กกี้ ฉันไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย” เจ้าของคลินิกฮาร์ทพยายามห้ามหญิงสาวเจ้าของร้านชาบอนดี้ที่พยายามอ้อนวอนขอให้เธอยกโทษให้ที่ไม่ดูแลแขกคนพิเศษให้ดี

 

            “โธ่ เธอจ๋า ฉันเป็นคนชวนเธอนะ แถมไม่น่าเสิร์ฟสก็อชให้เธอเยอะขนาดนั้น”

 

            “ลืมเรื่องเหล้าไปเสียเถอะ ฉันขอ”

 

            “ก็ได้ๆ แล้วก็พวกปีนเกลียวที่บาร์ก็ไม่ต้องห่วงนะ คิดจังจัดการสั่งสอนไปเรียบร้อยแล้ว คงไม่มาที่บาร์อีกพักใหญ่เลยล่ะ” แช็กกี้ยิ้มกว้างหวังให้เธอคลายใจหวังจะเรียกลูกค้าคนพิเศษคืน แต่ชาจิที่อยู่ที่เคานท์เตอร์ถึงกับสะอึกไปสนิท

 

            “คุณยูสทัสเหรอ?” คิ้วเรียวขมวดลง ส่ายหัวอย่างไม่อยากเชื่อ เธอหันไปหรี่ตาจับผิดชาจิ แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะโดนเค้นความว่าเป็นคนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เด็กหนุ่มอัศวินฟังโดยละเอียด เสียงระฆังช่วยชีวิตก็ดังขึ้น

 

            “ไม่ต้องบอกเรื่องนั้นก็ได้มั้งแช็กกี้” เจ้าหมาขนฟูตัวใหญ่วิ่งนำมาก่อนเจ้าของเสียง ยูสทัส คิด ยืนกอดอกจ้องแช็กกี้ดุๆ หญิงสาวหันหลังกลับมามองเขาตอนที่เพนกวินวิ่งมาถึงพอดี

 

            “ขอโทษครับ เห็นเบโปะรอให้เปิดประตูตั้งนานผมเลยเปิดให้ก่อน” เพนกวินไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเขาจงใจให้เด็กหนุ่มเข้ามาก่อนเพราะกลัวเขาจะรอหมอสาวจนเป็นปอดบวมไปเสียก่อน ชาจิส่งซิกขอบคุณเพนที่มาได้จังหวะพอดีก่อนที่วงสนทนาจะเพิ่มจากสองคนเป็นสามคน

 

            “ตกลงว่าคุณกับแช็กกี้รู้จักกันอยู่แล้วเหรอ”

 

            “อ้าว คิดจังไม่ได้บอกเธอเหรอว่า...”

 

            “ผมเคยเป็นขาประจำของชาบอนดี้” คิดแทรกขึ้นจนแช็กกี้หรี่ตาแปลกๆใส่ หญิงสูงวัยกว่ายกมือขึ้นกอดอกใส่อย่างไม่ชอบใจ “อย่างไรก็เถอะ ผมไม่ยอมให้มันลอยหน้าลอยตาอยู่เฉยๆแน่ ไม่มีทาง”

 

            “น้อยๆหน่อยเถอะ คืนแรกเธอก็ชกเขาจนดั้งหักแล้วนะคิดจัง”

 

            “ผมควรจะหักคอมันด้วยซ้ำแช็กกี้”

 

            “พอเลยทั้งคู่ แล้วนี่จะทำอะไรทำไมไม่บอกก่อนล่ะ” ลอว์เบนเข็มไปที่เด็กหนุ่ม เขายกมือเสมอไหล่พลางเถียงกลับ

 

            “ผมก็อยากเห็นคุณตบหน้าไอ้หมอนั่นนะ แต่คิดอีกทีไม่เสี่ยงดีกว่า”

 

            “ไม่เอาน่า! อย่างน้อยฉันก็ต้องรู้เรื่องสิ” ชาจิ เพนกวิน และแช็กกี้ที่กลายเป็นฝ่ายต้องถอยออกมาฟังพลางมองสลับฝั่งไปมาระหว่างหมอสาวคนสวยกับเด็กหนุ่มอารมณ์ร้าย ซึ่งดูจะยอมลงทุกคำที่โดนสวนใส่ “ไหน ดูแผลหน่อย”

 

            “ไม่มี...”

 

            “โกหกล่ะสิ”​ สายตาเฉียบคมของคนเป็นหมอทำเอาเด็กหนุ่มขนลุกวาบ มือเรียวกระดิกยิกๆ “ส่งมือมาซิ”

 

            “ไม่ใช่หมานะหมอ!” ถึงจะโวยวายแต่เขาต้องยอมเป็นหมาไปก่อน เพื่อไม่ให้คนตรงหน้ากลายร่างเป็นเสือแทน แผลแตกตามข้อนิ้วทำเอาเธอเบ้หน้าอยู่พักใหญ่ แต่ก่อนจะเริ่มเทศนา กลุ่มผู้ชมที่ทนฟังอยู่นานก็ขัดขึ้น

 

            “นี่พวกเธอนอนด้วยกันรึเปล่าเนี่ย”

 

            “อะไรนะ!?” ประโยคนี้เป็นของคนทั้งคลินิก ทั้งลอว์ คิด ชาจิ และเพนกวิน ในขณะที่แช็กกี้ที่เป็นคนถามเลิกคิ้วใส่

 

            “ก็บรรยากาศมันแปลกๆ” คู่หญิงชายรีบทำความเข้าใจกับคำว่า ‘นอน’ ของเจ้าของคลับ ในขณะที่ลูกมือทั้งสองทำหน้าสติหลุดคิดไปไกลแล้ว

 

            “ไม่! ไม่ๆๆๆ เข้าใจผิดแล้ว!” ลอว์และคิดหน้าร้อนฉ่า รีบปล่อยมือออกจากกันเร็วๆพลางโบกมือปฏิเสธแช็กกี้เป็นพัลวัน ทั้งคู่แย่งกันแก้ตัวจนฟังไม่รู้เรื่อง แช็กกี้จึงต้องยุติในที่สุดเมื่อเธอขี้เกียจฟัง

 

            “เข้าใจแล้ว ล้อเล่นน่ะ แหม หนุ่มสาวนี่น่าอิจฉาเนอะ หึๆ”

 

            บุคคลโดนล้อทั้งสองถึงกับน้ำตาปริ่มขอบตา

 

            หึๆ บ้าอะไร! ไม่ขำ!

 

            ร้องไห้แรงมาก

 

 

 

I can’t explain it simply

But I understand it well enough

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-------------------

 

TBC เย้ คืนดีกันแล้ววววววว /แทบจุดพลุฉลอง

ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติสุขในที่สุด กว่าจะยอมพูดกันตรงๆก็นาน

คุณกัปตันก็ดื้อน่าดู จริงๆจะทิ้งโน้ตไว้แบบที่หมอบอกก็ได้ แต่เจ้าตัวก็เลือกนอนค้างบนโซฟาเล็กๆแทน ไม่รู้ว่าเพื่อความสบายใจของหมอตอนตื่นมาล้วนๆหรือใจร้อนอยากพูดขอโทษเต็มแก่

ยินดีด้วย ยังไงก็ตีโจทย์แตก คะแนนพุ่งพรวดเลยจ้ะ

ส่วนหมอ หมอเริ่มโดนความรักเล่นงาน คือปกติหมอจะนิ่งๆ รู้ตัวรู้ใจก่อน แล้วก็พูดตรงจนไม่ต้องว้าวุ่น แต่ฟิคนี้ดันเปิดให้กัปตันเข้าใกล้มากเกินไป พอบทจะรู้ตัวก็คงจุกปากไม่น้อยเลยทีเดียว

ต้องรีบแล้ว! ฟิคเรื่องนี้จะจบแล้วนะ!

ปล. แช็กกี้เป็นสาวขี้แซว ขอบคุณแช็กกี้ผู้อุปถัมภ์ฉากไนท์คลับและเหล้าและคำยุแยงทั้งหลาย ฟิคมีสีสันขึ้นมากเลยทีเดียว

 

ตอนถัดไป 

 

แถมภาพ /ย้อนไปตอนที่แล้วนิดนึงตอนที่จะพาตัวหมอกลับบ้าน

 

11.jpg

 

edit @ 4 Jul 2015 23:14:08 by -$e!in@-

edit @ 5 Jul 2015 10:07:52 by -$e!in@-

edit @ 29 Jul 2015 00:44:29 by -$e!in@-

Comment

Comment:

Tweet

ติดตามอ่านมานานแล้วชอบมากมายค่า เจออย่างนี้ท่าจะเขิน5555 ในที่สุดก็ดีกันซักทีนั่งลุ้นแทนเลย หมออุตส่าห์กลับมาแล้วคิดต้องรีบนะอย่าให้หมอรอนานมากไป5555  ชอบที่แช็กกี้ทักมาค่าา

#3 By KNF (171.6.230.101|171.6.230.101) on 2015-07-24 00:16

อ๊ากกก ขออนุญาติเม้นรวบนะคะ ..
ค คือ คืนดีแล้ว อยากบอกว่าอิจฉาคุณหมอมาก
ที่มีคุณยูสตัสคอยดูแล
ปล่อยทะเลาะมาหลายวันมากเพราะต่างคนต่างมีเหตุผล
แล้วยิ่งตอนที่ คุณหมอไล่คุณยูสตัสใจเรานี้ดิ่งวูบเลยค่ะ 555 เจ็บแทนอ่ะ บอกเลย
ส่วนตัดมาถึงตอนที่คุณหมอนั่งรอ แล้วไม่เจอยูสตัส ไอโมเม้นต่างคนต่างรอกันแต่คนละเวลานี้ บอกตามตรงนะคะ มันโคตรรร ฟ้ากลั่นแกล้งอ่ะ
ในเรื่องนี้ รักดอฟฟี่มาก จนลืมเลย ลืมว่าต้นฉบับเป็นไง (คนละโยชน์)
แล้วยิ่งฉากคุณโครากับดอฟฟี่คุยกันถึงเรื่องฝากฝังลอว์ เราน้ำตาไหล นึกถึงต้นฉบับ มันเป็นความรักความผูกพันธุ์คนละสายเลือด แต่มันบริสุทธิ์มากอ่ะ TT ไม่อยากให้คุณโคราตายเลย ให้ตายเหอะ
(เริ่มสครีมกลับไปกลับมาแล้ว 55)
ว่าแต่ เมื่อไหร่กันนะ ที่คุรยูสตัสจะบอกคุณหมอได้ว่าชอบ ทั้งๆที่ความรู้สึกมันออกขนาดนั้น รีบบอกนะ อย่าให้คุณหมอบอกก่อนหละ ... //เหล็กทับ

#2 By momani (171.96.181.195|171.96.181.195) on 2015-07-20 21:35

ในที่สุดทั้งสองคนก็ดีกันซะที น้ำตาจะไหล ;;7;; มัวแต่เล่นตัวกันอยู่นั่นแหละ 5555 ว่าคิดมาตั้งหลายตอน ในที่สุดก็ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษซักทีนะคะ ฮาา คุณหมอก็ระแวงเกินไป คิดไม่ใช่คนแบบนั้นซักหน่อยย คิลเลอร์นี่ก็ขัดจังหวะได้ดีเหมือนเดิม(...) พอคิดมาหาลอว์ที่บาร์ของแช็กกี้ คนอื่นๆแลดูเป็นตัวประกอบไปเลย 555

ใกล้จบแล้วสินะคะ พยายามเข้านะ ~
ปล.แหม คุณหมอคะ.. ถ้าจะกอดซะขนาดนั้นจูบเลยไห---

#1 By Merr on 2015-07-05 17:04