[AUFic onepiece] lluvia KidXlaw (7/?)

posted on 12 Jun 2015 20:45 by selina-de-endless in Onepiece

AUFic Onepiece : lluvia

Paring : Kid X Law (Fem)

Authors : เซรินะ , SDEndless (Twitter: SDEndless)

Warning : Normal PG ใสๆ กุ๊งกิ๊งๆ

Summary : หมอสาวคนสวยกับเด็กน้อยคนเดิม เอาจริง ไม่มีใครเคยบอกว่าวันที่ฝนตก แรงดึงดูดมันจะเยอะขนาดนี้ *-*

 

ตอนที่แล้ว

 

--------------------

 

 

 

 

 

No matter what happens

Some memories can never be replaced

 

 

 

 

 

            ในความทรงจำอันแสนอบอุ่นนั้นปะปนไปด้วยรสชาติขมปร่า

 

            “ลอว์ เคยคิดอยากเป็นทนายบ้างไหม” คำถามแหบแห้งดังขึ้น ลอว์วัยสิบสามปีที่ยังอยู่เฝ้าไข้นายน้อยคนรองของบ้านดองกี้โฮเต้ถึงกับนิ่งเงียบ และใช้เวลาประมวลเพียงไม่นาน เด็กหญิงก็เข้าใจจุดประสงค์ของการถาม

 

            “คุณโคราก็อยากให้ฉันเป็นโคราซอนเหรอ” เด็กหญิงไม่เก็บสีหน้าหงอยเหงา แต่ปากเธอก็บอกด้วยถ้อยคำพากย์ภูมิ “ได้ ฉันจะเป็นโคราซอนเมื่อฉันโต แต่ว่าคุณโคราต้องอยู่จนถึงตอนที่ฉันเป็นผู้ใหญ่นะ”

 

            โรซินันเต้ยิ้มอบอุ่นให้กับเด็กน้อยในความปกครอง มือหนาใหญ่โตยกขึ้นวางบนศีรษะเล็กพลางลูบเบาๆบนเส้นผมนุ่มสีเข้มอย่างปลอบประโลม

 

            จากสัมผัสเหมือนจะบอกว่า เขาขอโทษ เขาคงไม่อยู่จนถึงวันนั้น

 

            ลอว์จึงแสร้งทำเป็นก้มหน้างุดจมอยู่กับหนังสือแทนที่จะสบดวงตาอาทรของผู้ปกครอง เธอกลัวตัวเองจะร้องไห้และทำให้คนป่วยไม่สบายใจยิ่งขึ้น โรซินันเต้ไม่ว่าอะไรที่เธอพยายามจะอดทน อย่างไรเสียเขาคงปิดเรื่องอาการที่ทรุดตัวลงกับเด็กน้อยสายเลือดแพทย์ที่อยู่เฝ้าไข้คนใกล้ตายอย่างเขาทุกวันไม่ได้

 

            “กับดอฟฟี่น่ะ สนิทกันมากขึ้นรึยัง”

 

            “ฉันไม่อยากสนิทกับคนบ้าพรรค์นั้น” เด็กน้อยหน้าบูด

 

            โรซินันเต้หัวเราะเสียงใส ก่อนจะไอโขลกๆจนตัวโยน เด็กหญิงหยุดอ่านหนังสือแล้วส่งน้ำให้เขาอย่างเป็นห่วงแทน จนกระทั่งอาการไอทุเลาลง คนป่วยจึงเริ่มพูดต่อ “ถึงจะบ้าอย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของฉันและเธอนะ ครอบครัวเดียวกันควรจะพูดจาดีๆใส่กันมากกว่า”

 

            เด็กหญิงหลุบตาล่อกแล่ก “…คุณพูดถูก แต่ดอฟฟี่ชอบบังคับนี่”

 

            “แปลว่าเธอไม่อยากเป็นโคราซอนจริงๆสินะ” เด็กหญิงสะดุ้งอึกอัก แต่ชายหนุ่มยังมองเหมือนไม่คิดจะกล่าวโทษเธอ  “เธอคงเป็นหมอที่ดี น่าเสียดายออกถ้าเธอจะมาเป็นโคราซอนเพราะเหตุผลของแฟมิลี่”

 

            เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น “คุณโครา …ไม่โกรธเหรอคะ”

 

            “แค่อยากเป็นหมอไม่เห็นมีอะไรเสียหายสักหน่อยนี่”

 

            เด็กหญิงกำลังจะแย้มรอยยิ้มกว้างอย่างมีความหวัง แต่ใครคนหนึ่งดันเข้ามาขัดจังหวะเธอเสียก่อน ใครคนนั้นก็คือคนที่ฉีกยิ้มตลอดเวลาจนน่าหมั่นไส้นั่นเอง

 

            “โอ๊ะโอ๋ ท่าทางมีเรื่องดี ขอพี่ชายเข้าร่วมด้วยคนซี่~”

 

            ลอว์หน้ามุ่ยลงทันใด “ไม่เกี่ยวกับนายซะหน่อย! ไปไกลๆเลย ชิ่ว! ชิ่ว!”

 

            “ท่าทีอย่างกับไล่หมูไล่หมานั่นมันอะไรกัน ใครสอนมารยาทให้เธอกันเนี่ยฮึ ยายตัวเล็ก” มือใหญ่เหมือนกับมือของโคราซอนทุกประการกดลงโยกศีรษะเล็กไปมาจนสั่นคลอนทั้งตัว ลอว์โวยวายพลางฟาดมือใส่แขนที่ยันอยู่บนหัวของเธอแม้ว่าโดฟลามิงโก้จะไม่แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนเลยก็ตาม

 

            “มาพอดีเลยดอฟฟี่ ลอว์มีเรื่องจะบอกนายแน่ะ” คนป่วยแทรกขึ้นพร้อมรอยยิ้มใจดี ทว่าลอว์กลับหน้าซีดลงอย่างลังเล ไม่รู้ว่าคุณโคราคิดอะไรอยู่ แต่จะให้เธอพูดโพล่งใส่ดอฟฟี่ว่า ‘เธอจะเป็นหมอ!’ ก็ดูจะไม่เข้าทีเอาเสียเลย

 

            แต่ถ้าไม่ทำแล้วเธอจะต้องกัดฟันทนไปทั้งอย่างนี้จริงๆน่ะหรือ

 

            “ว่าไง?” ดวงตาสีเทามองผ่านเลนส์สีทึบของแว่นตากันแดดทรงโฉบเฉี่ยวเขม็งเหมือนรวบรวมความกล้า

 

            “ฉัน...” หัวใจดวงน้อยกระตุกรัว มือชื้นเหงื่ออย่างไร้เหตุผล “จะไปยกชามาให้!” ว่าจบเด็กน้อยก็เลื่อนตัวลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งพรวดปิดประตูเสียงดัง ปล่อยให้คนตัวสูงโย่งยืนงงกับพฤติกรรมประหลาดพลางหันมามองหน้าของคนป่วยเป็นเชิงถาม แต่คนป่วยไม่บอกอะไรนอกจากถอนหายใจระอา

 

            โคราซอนเอ็นดูลอว์เหมือนน้องสาวแท้ๆ เขารักเธอไม่ต่างจากรักดอฟฟี่ที่เป็นสายเลือดเดียวกัน การเห็นครอบครัวของเขาทุกคนมีความสุข เป็นความปรารถนาเดียวของคนใกล้ตายเช่นเขา

 

            คืนวันที่มีโอกาสได้ภาวนาเหลือน้อยลงทุกที...

 

            เด็กหญิงทราฟาลก้าเกิดมาในครอบครัวแพทย์ เธอรู้ดีว่าความตายที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ดังนั้นแล้วการรับรู้สัญญาณที่บ่งบอกว่าคนๆนั้นใกล้จะจากไปจึงฝังอยู่ในสัญชาตญาณ ใครๆก็ล้วนตกตะลึงในความสามารถนี้ แต่เธอมักเกลียดมันเสมอ

 

            คืนหนึ่งที่พายุเขา เธอฝันเห็นภาพตัวเองสวมชุดดำยืนไว้อาลัยอยู่ในงานศพของโรซินันเต้ หัวใจของเธอเจ็บปวดจนอยากจะถอดออกจากทรวงอก แต่เด็กหญิงไม่สามารถทำได้จึงได้แต่กอดปลอบตัวเองในความมืด เธอสะดุ้งตื่นเมื่อสายฟ้าฟาด ก่อนจะตัดสินใจกอดหมอนเดินฝ่าความมืดไปที่ห้องของโคราซอน เปิดประตูเข้าไปและเรียกเสียงแผ่ว

 

            “คุณโครา คุณโครา”

 

            “…” ใจลอว์เริ่มไม่อยู่กับตัว ฝันร้ายวกเข้ามาทับซ้อน หัวใจกระตุกสั่นด้วยความหวาดกลัวจับขั้ว

 

            “คุณโค!...”

 

            “หือ? ลอว์เหรอ?”

 

            ใจลอว์หล่นวูบก่อนจะกลับมาเต้นปกติ รู้สึกเหมือนตัวเองเดินผ่านจุดที่หลอนที่สุดของบ้านผีสิงแล้วได้พบกับทางออก โคราซอนชันตัวลุกขึ้นขณะที่เด็กหญิงเดินกอดหมอนเข้าไปหาพลางจับข้อมือเขาไว้แน่น เจ้าของห้องจึงได้แต่เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

 

            “ทำอะไรน่ะ?”

 

            “วัดชีพจรค่ะ” เด็กหญิงตอบสั้นๆ แต่มันยิ่งเรียกความประหลาดใจบนใบหน้าเรียวมากยิ่งขึ้น

 

            “วัดชีพจรตอนตีสองหรือคุณหมอตัวน้อย”

 

            ลอว์อึกอัก “เปล่าค่ะ... แค่ฝันร้าย” มือเล็กๆชักกลับ “ขอโทษที่รบกวน คุณโครานอนต่อเถอะนะ” เด็กหญิงพยายามจะดึงผ้าห่มให้สูงขึ้นอย่างรู้สึกผิดที่มารบกวนคนอื่นในเวลาไม่เหมาะสม แต่คุณโคราผู้ใจดีไม่ได้คิดต่อว่าเธอที่ทำให้เขาต้องตื่นกลางดึก

 

            “นอนด้วยกันไหม?”

 

            เด็กหญิงมองหน้าผู้ปกครองเธออย่างดีใจ ฟ้าฝนน่ากลัวแบบนี้ เด็กๆทุกคนย่อมต้องการใครสักคนมานอนอยู่ข้างๆ ลอว์เองก็อยากตอบรับคำเชิญของโคราซอน เพียงแต่สัญชาตญาณที่เฉียบคมเกินวัยของเธอรู้ดีว่ามันจะไม่ทำให้ฝันร้ายหายไป เด็กน้อยยิ้มแห้งตอบกลับในความมืด มีเพียงแสงแลบแปลบปลาบจากร่องผ้าม่านเท่านั้นที่ฉายความสว่างให้เห็นใบหน้ามน

 

            “ฉันไม่ใช่เด็กอย่างนั้นเสียหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ฉันกลับห้องเองได้” แม้คำพูดจะถือดีไปบ้างตามนิสัยแต่โคราซอนไม่เคยถือสาหาความเด็กหญิงเลยสักครั้ง และก็ตามที่เธอพูดจาโอ้อวดไว้ ลอว์มักทำได้อย่างที่พูด แค่เดินกลับห้องเองก็คงไม่มีปัญหาอะไร

 

            “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่นะ...”

 

            “ค่ะ ราตรีสวัสดิ์”

 

            ลอว์จัดการเปิดและปิดประตู แต่สีหน้าของเด็กหญิงเริ่มกังวลลงเรื่อยๆ เธอเดินกอดหมอนกลับห้องไปทั้งๆที่ในหัวคิดมากจนสุดท้ายหมอนที่เธอมาก็ต้องเปียกปอนไปด้วยน้ำตา เด็กหญิงกลับเข้าห้องแล้วซุกหน้าปล่อยโฮบนเตียงนอนของตัวเอง

 

            เธอร้องไห้เพราะแค่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฟ้าสว่าง

 

            ครั้นพอเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆเด็กหญิงหายตัวไปในขณะที่ทั้งคฤหาสน์กำลังวิ่งวุ่นเพราะอาการที่ทรุดหนักของโคราซอน สุดท้ายหมอประจำตัวก็ออกมาแจ้งให้เตรียมสั่งเสียเลยไม่มีใครสนใจว่าเด็กหญิงอวดดีคนนั้นหายไปไหน แต่ละคนคิดถึงแต่คนป่วยที่ต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจอยู่บนเตียงนอนและรอเวลาให้ช่วงชีวิตของโคราซอนรุ่นสองดับลงอย่างเงียบงัน

 

            โดฟลามิงโก้เป็นคนที่ได้เข้าไปนั่งข้างๆและถอดเครื่องช่วยหายใจนั้นออก

 

            “นายดูเครียด” เสียงคนป่วยระโหยโรยแรงเหมือนทุกวันที่อาการทรุดหนัก มันแทบแข่งกับเสียงเครื่องวัดชีพจรไม่ได้เลยสักนิด

 

            “ไม่คิดว่านายจะไปเร็วขนาดนี้ ไม่อยู่ด้วยกันอีกสักหน่อยเร้อ” ร่างสูงโย่งย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง พูดจาลากเสียงกวนประสาทใส่คนที่คลานตามกันมาจากท้องแม่ ทั้งๆที่สีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โคราซอนฝืนยิ้มรับอ่อนแรง

 

            “เวลามันไม่พอแล้วล่ะ แต่นายคงอยู่ได้ ฉันรู้ว่านายจะอยู่ได้” เสียงเบาโหวงเหมือนย้ำคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาเหมือนละเมอเพ้อพก ชวนให้รู้สึกว่าเวลานั้นคงมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

            “ใช่ ช่าย ฉันอยู่ได้ นายไม่ต้องกังวลหรอก” คนพูดเพียงแค่หวังว่าคนใกล้ไปอย่างเขาจะไม่ต้องกังวลมาก “แต่ก่อนหน้านี้ฉันน่าจะอยู่กับนายให้นานกว่า...”

 

            “ไม่เป็นไร ดอฟ ไม่เป็นไร... อย่างไรฉันก็ชอบดอกกุหลาบที่นายหามาให้นะ”

 

            “ฉันนึกว่านายจะชอบเดซี่มากกว่าเสียอีก”

 

            “เปล่า... ฉันชอบมันทั้งคู่จริงๆ” เปลือกตาพริ้มลงพลางหัวเราะในลำคออ่อนๆ “ลอว์ไม่อยู่เหรอ”

 

            “อืม” อันที่จริงเขาตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเด็กหญิงหายไปไหน แต่เขาก็แอบคิดว่าเด็กหญิงไม่ควรมาเห็นภาพนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ดังนั้น มันอาจเป็นเรื่องดีที่เด็กหญิงไม่อยู่ที่นี่

 

            “เธอคงรู้อยู่แล้ว”

 

            “เธอจะรู้ได้ยังไง”

 

            “เพราะเธอเป็นหมอ” มันเป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่สะท้อนสิ่งสุดท้ายที่จะพูดได้เป็นอย่างดี “เธอไม่ได้เกิดมาเป็นทนายหรอกดอฟฟี่ นายไม่ควรบังคับใจเธอพอๆกับไม่ควรทอดทิ้งเธอ” โดฟลามิงโก้ไม่พูดอะไรเพียงแต่กุมมือเย็ยนเยียบของโรซินันเต้ไว้แน่น “ปกป้องเธอด้วย ตกลงไหมพี่ชาย?”

 

            เขาอยากจะบอกกับน้องชายช่างกังวลว่า ‘ห่วงเรื่องของตัวเองก่อนเถอะ’ แต่ด้วยความเป็นพี่น้องทางสายเลือด เขาอยู่กับโรซินันเต้มานานกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงชีวิต ในเวลาแบบนี้ควรเป็นเวลาที่ควรห่วงเรื่องของคนอื่นมากกว่าตัวเอง เพราะเรื่องของตัวเองมันคงมีบทสรุปเดียวซึ่งไม่มีวันต่างออกไปจากนี้

 

            “อา... ได้สิ”

 

            รอยยิ้มสุดท้ายแย้มขึ้นพร้อมกับกลีบกุหลาบกลีบหนึ่งในแจกันบนโต๊ะที่โรยลงตามแรงโน้มถ่วงอย่างเงียบสงบ

 

            “...ถ้าทะเลาะกัน อย่าลืมคืนดีกันทุกครั้งล่ะ...”

 

            ทุกอย่างเงียบหายไปเหมือนสัญญาณชีพจร

 

            พอโคราซอนรุ่นสองจากไปอย่างสงบ คฤหาสน์เข้าสู่ภาวะโศกเศร้าหดหู่ ยกเว้นแต่คนที่น่าจะเสียใจที่สุดอย่างโดฟลางมิงโก้ เขาเดินออกจากของอดีตโคราซอนและสั่งการทุกอย่างด้วยตัวเอง อน่างมีสติครบถ้วนราวกับทำใจได้มานานแสนนาน รวมถึงเรื่องตามหาลอว์ที่หายไปอีกด้วย แต่ยังไม่ทันที่ใครจะเคลื่อนไหว เด็กหญิงก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าราชาแห่งดองกี้โฮเต้พร้อมกับคำประกาศเสียงสั่นเครือ

 

            “ฉันจะเป็นโคราซอน” มือเล็กกำชายเสื้อแจ็คเก็ตแน่น เสียงเล็กย้ำคำเดิมราวกับกำลังสะกดจิตตัวเอง “ฉันจะเป็นโคราซอน ฉันจะเป็นโคราซอน ฉันจะเป็นโคราซอน...”

 

            น้ำตาพรั่งพรู มือเล็กปล่อยออกจากชายเสื้อทำให้ไหล่ตกลงมาจนเห็นร่องรอยสีดำแปลกตา ทันทีที่ปลดเสื้อออก เดรสสีขาวแขนกุดไม่ได้ช่วยปกปิดรอยสักใหญ่บนอกที่ลามไปจนถึงหัวไหล่ สัญลักษณ์ของหัวใจตราลงถาวรบนร่างเล็ก เด็กหญิงสะอื้นฮักตัวโยน ไม่สามารถกล่าวถ้อยคำได้รู้เรื่องอีกต่อไป

 

            “ปกป้องเธอด้วย ตกลงไหมพี่ชาย?”

 

            ณ วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนล้มเหลวในการทำตามสัญญาข้อแรกระหว่างเขากับคนที่เพิ่งจากไป ดวงตาหลังกรอบแว่นก้มมองศีรษะเล็กก้มลงจนคางชิดอก เสียงสะอื้นเล็กๆก้องไปทั่วโถงทางเดิน ทั้งๆที่เธอไม่อยู่แต่ดูเหมือนว่าเธอจะรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดียิ่งกว่าใคร ถ้าไม่ใช่ว่ามีพรายกระซิบบอกก็คงเป็นความมหัศจรรย์ของสายเลือดหมอ

 

            ในทางทฤษฎีจำนวนน้ำตาเป็นเครื่องวัดพิสูจน์ความผูกพันธ์ไม่ได้ แต่การหนีออกจากบ้านไปสักลายอย่างบ้าบิ่นคงกล่าวหาไม่ได้ว่าเธอไม่เจ็บปวด

 

            "อย่าร้องไห้ โรซินันเต้ฝากเธอไว้กับฉัน จากนี้ไปจะไม่มีใครทำให้เธอเจ็บปวด หากฉันไม่อนุญาตให้เป็นแบบนั้น" มือใหญ่วางลงบนศีรษะเล็กแผ่วเบา เขาหวังว่ามันจะเหมือนสิ่งที่โรซินันเต้เคยทำให้เด็กหญิง แต่มันคงยากที่บรรเทาเธอจากความโศกเศร้าทั้งมวล เขาเองก็เหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรได้ ตอนนี้เขาเหลือเพียงเด็กหญิงเท่านั้น

 

            จากนั้น ทราฟาลก้า ลอว์ ก็กลายเป็นโคราซอนรุ่นที่สาม แต่เธอเป็นโคราซอนรุ่นแรกที่เป็นหมอ ไม่ใช่ทนาย เธอกับดอฟฟี่พยายามทำตัวเหมือนเดิม เขากลายเป็นผู้ปกครองที่ตามใจเธอเกือบทุกอย่าง แต่ก็ยังช่างหวงจนออกนอกหน้า เธอเข้าใจว่าเป็นเพราะวันที่โรซินันเต้จากไปและเธอกลับมาในสภาพที่มีรอยสักเต็มตัว มันคงเป็นภาพที่ทำให้ดอฟฟี่กังวลไม่น้อย

 

            โรซินันเต้ไม่อยู่ แต่ดอกกุหลาบและดอกเดซี่ยังอยู่

 

            ไม่มีใครอยากให้เหลือดอกไม้เพียงแค่ดอกเดียวในแจกันอันอ้างว้าง

 

            เพราะเช่นนั้นหญิงสาววัยยี่สิบหกจึงลุกขึ้นมาหยิบโทรศัพท์กดเบอร์หาพี่ชายตัวเองในช่วงหัวค่ำของวัน หลังจากที่เธอปลดปล่อยน้ำตาจนสมใจ เธอรอสายอยู่นานจนเกือบยอมแพ้ เวลานี้ดอฟฟี่คงอยู่ที่สนามบินแล้วและเธออาจะสำนึกว่าควรโทรมาง้อช้าเกินไป แต่ระหว่างที่ถอดใจ จู่ๆปลายสายก็รับ

 

            “เฮ้” ลอว์ทักเสียงอ่อน เจ้าของเบอร์ที่เธอโทรหากลับเงียบ ร่างบางทำใจกล้าพูดออกไปแม้ในใจจะยังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ “เราต้องคุยกันนะดอฟฟี่”เธอกรอกเสียงใส่ปลายสาย อีกฝ่ายยังเงียบต่ออยู่นานจนเธอนึกว่าความพยายามของเธอจะไร้ประโยชน์

 

            "--ช่ายๆ เราต้องคุยกัน กลับบ้านสิ ลอว์--"

 

            “...ไม่ได้อยู่ที่สนามบินเหรอ”

 

            “--ค้างคาอยู่แบบนี้จะให้ฉันไปไหนได้ยังไงกัน--” แปลว่าเจ้าตัวเลื่อนเที่ยวบินแล้วตรงดิ่งกลับบ้านสินะ ถึงจะรู้สึกผิดแค่ไหนก็ตามแต่ลอว์ก็อดรู้สึกใจชื้นอยู่ลึกๆไม่ได้ ในเมื่อมันฟังดูมีโอกาสคืนดีมากกว่าตัดพี่ตัดน้องอย่างที่เธอกังวล

 

            “ฉัน... บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่มีอะไรจะแก้ตัวสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น” ลอว์กระพริบตาตั้งสติ เธอรู้สึกว่าต้องพูดเลยออกตัวเปรยขึ้น หากดอฟฟี่ยังอยู่ที่บ้านจริงมันก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะอยู่ฟังเธอจนจบ หากว่าไม่ระเบิดอารมณ์ใส่เหมือนเมื่อบ่ายเสียก่อน​ และเธอถอนหายใจเมื่อปลายสายไม่โต้ตอบ “ฉันอาจเกิดมาเป็นดี. แต่โตมาเป็นโคราซอน ...อย่างน้อยก็สิบสามปี กับก่อนหน้านั้นที่เป็นแค่ทราฟาลก้า ลอว์มาก็สิบเจ็ดปี” ลอว์ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ยิ่งเอ่ยมันยิ่งเหมือนเอาช่วงเวลามาอ้าง ซึ่งมันก็อาจจะฟังดูไม่มีน้ำหนักอะไร

 

            สิ่งที่หนักแน่นกว่า ลึกกว่า และเชื่อถือได้มากกว่าคงเป็นคำสัญญาสุดท้ายกับคนที่ตายไปแล้ว

 

            “...ถ้าทะเลาะกัน อย่าลืมคืนดีกันทุกครั้งล่ะ...”

 

            “--...เข้าใจแล้ว กลับบ้านกันเถอะ--“

 

 

            “ชิ” ร่างสูงสบถหงุดหงิด จากถนนฝั่งตรงข้าม เขามองเห็นหน้าร้านของคลินิกฮาร์ทชัดเจน กระจกหน้าที่เมื่อวานเสียหายแตกละเอียดได้รับการเปลี่ยนใหม่จนเหมือนเดิม สภาพเหมือนเผชิญภัยพิบัติไม่เหลือเค้าให้เห็นอีกต่อไปซึ่งคงจะได้รับการซ่อมแซมจากบุคคลเงินหนาบางคน แต่ที่เขาไม่กลับไปที่นั่นเพราะป้าย ‘Close’ หน้าร้าน

 

            คิดหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่มีข้อความใดเข้ามาอย่างเคย

 

            ‘คุณเป็นไงบ้าง’ อยากจะเป็นฝ่ายส่งไปถามแบบนั้น แต่หัวคิ้วกลับขมวดมุ่น

 

            ทำไมเขาต้องทำแบบนั้นในเมื่อเขายังโกรธหล่อนอยู่

 

            คิดลบข้อความที่เพิ่งพิมพ์เสร็จแต่ยังไม่ได้ส่งมันออก สุดท้ายก็ยัดมันลงกระเป๋ากางเกงแล้วล้วงมือเข้าแจ็คเก็ต เดินจากไปตามท้องถนนอย่างเงียบงัน ท้องฟ้าสีเทาหม่นเป็นสัญญาณของฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา สายลมเย็นพัดวูบนำพาใบเมเปิ้ลสีแดงพลิ้วล่องในอากาศอย่างเงียบเหงา ไม่มีสายฝนอย่างเคย ทุกอย่างแห้งแล้งจนน่าเศร้า

 

            หรือว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมกับฝนหลงฤดูจะหายไปเป็นเพียงแค่สภาพอากาศที่ผันแปรเท่านั้นกัน

 

            แล้วมันก็อาจจะไม่มีวันกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้

 

 

            “ไปล่ะนะ”

 

            “จ้ะๆ ไปสักทีเถอะ”

 

            “อย่าไล่กันด้วยน้ำเสียงรำคาญแบบนั้นซี่”

 

            “ดอฟฟี่ ใกล้ได้เวลาเครื่องขึ้นแล้ว” ลอว์กอดอกเอาจริง เธอยอมพักเรื่องงานเพื่อใช้เวลาง้อพี่ชายสุดเอาแต่ใจ แต่กว่าจะขอทำข้อตกลงเพื่อไม่ให้เธอต้องย้ายไปอิตาลีกับเขาเวลาก็ล่วงเลยมาแล้วสามวัน ส่วนหนึ่งในข้อตกลงคือต้องทำตัวดีๆ มารับมาส่งพี่ชายที่สนามบินทุกครั้ง แน่นอนว่ามันไม่ฉลาดหากจะไปเถียงเรื่องหน้าที่การงานเอากับดอฟฟี่ในเวลานั้น ส่วนอีกหลายๆข้อในลิสต์ยังต้องใช้เวลาทำใจเป็นวันๆกว่าจะตัดสินใจได้ว่าจะขอผ่อนผันข้อไหนได้บ้าง

 

            ให้ตายสิ เธออยากกลับคลินิกใจจะขาด

 

            “ติดต่อมาบ้างล่ะ”

 

            “แน่นอนพี่ชาย”

 

            ครั้งนี้ดอฟฟี่ไปกับสามผู้บริหารโดยขาดแค่เวอร์โก้ที่มีหน้าที่ติดพันอยู่ที่นี่ และเขาอาสาพาเธอไปส่งที่คลินิกเพื่อให้ทันเปิดร้านในช่วงบ่าย หลังจากกอดอำลาคนตัวโตเรียบร้อยอีกครึ่งชั่วโมงถัดมาร่างบางก็มานั่งอยู่เบาะหลังรอโคราซอนรุ่นหนึ่งขับไปส่งที่คลินิก

 

            มือถือ...

 

            มือถือของเธอเกิดรวนขึ้นมาตอนกลับบ้าน โมเน่เพิ่งจัดการให้เธอและเอามาคืนเธอเมื่อเช้า และตอนนี้เธอเพิ่งมีโอกาสเช็คข้อความ แต่ไม่มีข้อความใหม่เข้ามาเลยสักฉบับ หญิงสาวเอนหลังพิงเบาะพลางห่อไหล่ลงเล็กน้อย

 

            คุณยูสทัส...

 

 

            “นายไม่ไปที่คลินิกหลายวันแล้วนะ เกิดอะไรขึ้น?” คิลเลอร์ที่โดนลากออกมากินเบอร์เกอร์ด้วยกันหลังเลิกเรียนถามขึ้นอย่างข้องใจ ถึงคนชวนจะอ้างว่าหิวจัดก็ตาม แต่สามวันมานี้คิดอยู่กับเขาและพวกฮีทตลอดหลังเลิกเรียน แทนที่จะหนีไปทำกิจวัตรใหม่อย่างการไปหาใครบางคนที่คลินิก พอจู่ๆก็เลิกทำแบบนี้คิลเลอร์ก็พอเดาได้ว่าทั้งคู่คงไม่แคล้วทะเลาะกันแน่ๆ คำถามคือ ทะเลาะกันเรื่องอะไรต่างหาก

 

            “ไม่มีอะไร”

 

            คิลเลอร์ถอนหายใจ “ฉันได้ยินว่าหมวกฟางโดนเล่นงาน นายเกี่ยวข้องรึเปล่า?”

 

            “ฉันไม่ได้อัดหมอนั่น! อย่างน้อยก็ยังล่ะน่า!” คนโดนกล่าวหาคำรามพลางเคี้ยวฟันกรอด ใบหน้าคมบึ้งตึงคล้ายจะฟิวส์ขาดเข้าไปทุกที คิลเลอร์จึงยกสองมือขึ้นเสมอไหล่เป็นเชิงยอมแพ้

 

            “ไม่ได้ว่าอย่างนั้น แต่พนันเลยว่ามันต้องเกี่ยวกับการที่นายไม่ไปคลินิกแน่ๆ”

 

            “เรื่องนั้นมันเล่ายากว่ะ”

 

            “ลองเล่าสิ”

 

            “นายช่วยอะไรไม่ได้หรอกคิล” คิดตีหน้าปั้นยาก เขาเท้าแขนรองคางอย่างไม่สบอารมณ์ เขากับคิลสนิทกันมานาน และคิดมีปัญหาบ่อยเสียจนมันกลายเป็นหน้าที่ประจำของเขาที่จะต้องฟังเด็กหนุ่มระบายรวมทั้งสั่งสอนบ้างบางครั้งบางคราว แม้ว่าส่วนใหญ่จะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาก็ตาม

 

            “ก็ไม่ทุกครั้งที่ช่วยได้ แต่ทุกครั้งที่ฟังนายเล่า ตัวนายเองก็รู้สึกดีขึ้นนี่”

 

            ดวงตาสีเพลิงทอประกายขุ่นเคืองก่อนจะเปิดปากเล่าอย่างยอมแพ้ ส่วนคิลเลอร์ก็ได้แต่ฟังเงียบๆเหมือนประจำ ระหว่างที่ฟังเขาสังเกตสีหน้าเด็กหนุ่มไปด้วย คิดไม่เคยมีเรื่องแล้วกลับมาเล่าด้วยสีหน้าย่ำแย่ขนาดนี้ยกเว้นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อของเขา หลังจากฟังจบคิลเลอร์สรุปคร่าวๆว่าคิดโกรธคุณหมอสาวอยู่สองเรื่อง นั่นคือเรื่องที่เธอพูดจี้ปมด้อยเขาขึ้นมา ไม่ว่าจะเพราะกำลังสติขาดหรือต้องการกันเด็กหนุ่มออกจากสถานการณ์ส่วนตัว คิลเลอร์ก็คงไม่แก้ต่างให้หมอสาวได้ในข้อนี้ ส่วนอีกข้อคือการที่เธอไม่ยอมพึ่งพาคิด มันเหมือนเธอไม่ไว้ใจเด็กหนุ่มทั้งๆที่ตัวเด็กหนุ่มเองเผลอวางความไว้ใจให้กับคุณหมอไปทั้งหมด

 

            คงรู้สึกเหมือนอกหัก...

 

            แต่ข้อหลังคิลเลอร์คิดว่าคุณหมอทราฟาลก้าไม่ได้ผิดหรอก

 

            “นายจะไปว่าหมอแบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อนายเองก็ไม่ยอมเล่าเรื่องของตัวเองเหมือนกัน” คิลเลอร์แบมือออกข้างลำตัวเหมือนช่วยไม่ได้

 

            “แต่มัน!...”

 

            “มันก็เหมือนกันนั่นแหละคิด” เพื่อนผมยาวดักทางเหมือนรู้ว่าเด็กหัวดื้ออย่างคิดจะเถียงว่าอะไร สุดท้ายคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าก็ส่ายหัวระอาใส่สีหน้าง้ำงอนั่น “ถ้าทำอย่างนั้นคุณหมอก็ต้องคิดว่าสิ่งที่เธอทำมันเท่าเทียมอยู่แล้ว ทำไมเธอต้องรู้สึกผิดด้วยล่ะ”

 

            “แต่เรื่องแรกยังไงเธอก็ผิด” คิดยังคงเถียง คิลเลอร์ไม่แย้ง

 

            “เรื่องนั้นก็แล้วแต่นายแล้วกันว่าจะตัดสินเธอยังไง มันมีแค่สองทางเท่านั้นแหละ ไม่ตัดความสัมพันธ์ก็ให้อภัยซะ”

 

            ตัวเลือกหลังวนอยู่ในหัวของเด็กหนุ่มผมแดงมานาน แต่เขาจะทำอย่างไรถ้าคลินิกไม่เปิด โทรศัพท์ก็ไม่มีการติดต่อ และหมอก็ไม่อยู่ด้วย

 

            Rrrr...

 

            ฉับพลันมือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นบอกว่ามีข้อความใหม่เข้า เจ้าของข้อความล้วงมือถือขึ้นมาเช็ค ชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอทำให้เขาไม่รอช้าที่จะเปิดมันด้วยใจที่ลุ้นระทึก

 

            ‘เฮ้... ฉันกลับมาแล้ว’

 

 

 

 

 

 

 

Something returns even if the rain discontinues

Our relationship is stronger

 
 
 
 
 
 
 
 
------------
 
 
TBC
 
มาแล้วววววว กว่าจะจบตอนนี้คือย้อนความนานมาก แต่จะได้เข้าใจว่าทำไมดอฟฟี่ถึงยอมใจเย็น
//จริงๆแล้วแค่อยากเขียนบทตายของคุณโครา แงงงง คุณโคราขาาาาาาาาา //ไตร้าวรัวๆ
 
 
ส่วนฝั่งคิด ขุ่นคิลทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย ยกโล่ตัวประกอบดีเด่นให้เลย
 
 
 
 
แถมแฟนอาร์ตเล็กๆน้อยๆที่ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในเรื่อง (แน่นอนว่าหลังจากอู้วาดมาหลายตอน)
 
 
9.jpg
 
 
หมอ : มาง้อแล้วนะ
คิด : ....
หมอ : สนใจกันหน่อยสิ
คิด : .........
หมอ : นะ นะ
คิด : ปัดโธ่! คุณกำลังทำให้ผมตบะแตกนะหมอ!
 
 
warningตอนหน้า : ระวังโดนหลอกดาว

edit @ 13 Jun 2015 08:11:18 by -$e!in@-

edit @ 15 Jun 2015 09:40:06 by -$e!in@-

Comment

Comment:

Tweet

มาเม้นท์แล้วค่าา หลังจากที่ลืมตามมานาน /รู้สึกผิด
บทนี้เหมือนเรียกคืนเรตติ้งให้ดอฟฟี่...แต่เรารักคุณโครามากกว่าอยู่ดี 
ฮึก ฉากคุณโคราหน่วงมาก เจ็บปวดมาก แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
ตอนลอว์หนีไปสักนี่เข้าใจอารมณ์ดอฟฟี่เลย เหใือนถูกตบหน้า...คุณโคราฝากไว้แท้ๆ แก้ปมเลยว่าทำไมถึงหวงหมอลอว์ขนาดนั้น
กำลังจะอ่านบทต่อไป ถึงตาคุณยูสทัสแล้ว!

#5 By Lufe Lufe Lufe on 2015-06-23 23:05

ลืมเม้นต์... กราบบบขอโทษค่ะ TvT อ่านในโทรศัพท์แล้วไม่ค่อยอยากเสี่ยง

ชอบตอนนี้มากค่ะ คุณโคราดูอบอุ่นและใจดีมากๆ รู้สึกได้เลยว่าฮีแกรักพี่น้องแบบสุดๆ ตัวเองจะตายแล้วยังไม่วายห่วงพี่น้องจะทะเลาะกัร อ่านแล้วรู้สึกอินไปด้วยตอนฮีตาย อารมณ์ประมาณว่ารู้สึกว่าแกเป็นคนดีย์อ่ะ ทำไมต้องตายด้วย

แล้วก็ชอบไอเดียที่หยิบประเด็นตรงนี้มาทำให้หมอกับดอฟฟี่คืนดีกันได้สำเร็จ กำลังคิดอยู่เลยว่าจะแก้ดราม่านี้ยังไง นึกว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นซะแล้ว ฮาา

แล้วก็คุณกัปตัน ทำไงงอแงเอาแต่ใจงี้คะะ แอบอยากเห็นพี่แกง้อนะ นึกภาพกัปตันเป็นฝ่ายง้อไม่ออก คงน่ารักมุ้งมิ้งดี แต่ก็นึกภาพยากพอๆ กับหมอเป็นฝ่ายง้อนั่นแหละ เป็นคู่ที่จิ้นยากมากว่าใครจะเป็นฝ่ายง้อ sad smile

อ่านตอนนี้แล้วก็ยังชอบคุณคิลที่สุดเหมือนเดิม เอาจริงนะคะ อยากมีพี่ชายแบบนี้บ้างอ่ะ 55555 เหมือนจะให้้าย แต่พอทำผิดก็ไม่เข้าข้าง คือดีย์ ชอบบบบ 

#4 By Satsuki D. Miiz on 2015-06-15 13:34

สมกับเปนคุณโครา แงงงงงงงงงงง
ห่วงคนอีกเสมอมา หัดห่วงตัวเองบ้างเหอะะะ
แงงงงงงวว ยอมใจดอฟฟี่เหทือนนี่แหละพี่ชายแสนดีของจริง แงงงงงงงงงง
ส่วนไอ้หัวแดง แกแหละไปง้อ ไปชิ่วๆ

#3 By bam on 2015-06-13 22:08

อ่านจบก็ขอสครีมเลยค่ะ....
คุณโคราาาาาาาาาาาา ตัวเองก็ป่วยหนักอยู่แล้วยังจะมาห่วงพี่ชายกับน้องสาวอีก... อ่านแล้วสงสารลอว์กับดอฟฟี่มากค่ะที่ต้องสูญเสียคนสำคัญไปแบบนั้น..
ดอฟฟี่ถึงจะดูเป็นคนโหดๆใจร้ายแต่ยังไงก็เป็นพี่ชายอะนะ คงอดห่วงลอว์ไม่ได้อยู่ดี
ส่วนกัปตัน.. คุณท่านคะ ให้ผู้หญิงมาง้อมันใช้ได้ที่ไหนล่ะคะะะ คุณคิลคงปวดหัวน่าดู ฮาา
รอตอนต่อไปค่า =w=/

#2 By Merr on 2015-06-13 07:03

โฮรวววววววววววTT{ }TT
รักคุณโคร่าจังเลยยยยย
รักโรซี่ตอนนี้มากๆๆๆๆๆ
ขนาดตายเป็นผีไปแล้วก็ยังมาเป็นคนกลางช่วยแก้ไขปัญหาให้เล็กลงได้ ช่วยทำให้ทั้งสองคนคืนดีกัน เยี่ยมมากค่ะคุณพี่ขาาาา TwTb!



ทางนี้เคลียร์แล้ว...
แต่เหลือทางต้าบ้าหัวแดงที่ไม่ยอมรับผิดนี่ล่ะ
ระวังไว้นะเออ ตกม้าตายมาหลายคู่แล้วนะ กับบททดสอบแบบนี้
คนที่ยอมขอโทษก่อนใช่ว่าจะเป็นคนผิดเสมอไป แต่เพราะเขาเห็นค่าของความสัมพันธ์ต่างหากจึงยอม ...ถ้านายยังถือตัวอยู่แบบนี้ ชาตินี้อย่าหวังว่าจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนเล้ยยยยยยยยย

#1 By Hina_Sakura on 2015-06-12 22:37