[AUFic onepiece] lluvia KidXlaw (7/?)

posted on 12 Jun 2015 20:45 by selina-de-endless in Onepiece

AUFic Onepiece : lluvia

Paring : Kid X Law (Fem)

Authors : เซรินะ , SDEndless (Twitter: SDEndless)

Warning : Normal PG ใสๆ กุ๊งกิ๊งๆ

Summary : หมอสาวคนสวยกับเด็กน้อยคนเดิม เอาจริง ไม่มีใครเคยบอกว่าวันที่ฝนตก แรงดึงดูดมันจะเยอะขนาดนี้ *-*

 

ตอนที่แล้ว

 

--------------------

 

 

 

 

 

No matter what happens

Some memories can never be replaced

 

 

 

 

 

            ในความทรงจำอันแสนอบอุ่นนั้นปะปนไปด้วยรสชาติขมปร่า

 

            “ลอว์ เคยคิดอยากเป็นทนายบ้างไหม” คำถามแหบแห้งดังขึ้น ลอว์วัยสิบสามปีที่ยังอยู่เฝ้าไข้นายน้อยคนรองของบ้านดองกี้โฮเต้ถึงกับนิ่งเงียบ และใช้เวลาประมวลเพียงไม่นาน เด็กหญิงก็เข้าใจจุดประสงค์ของการถาม

 

            “คุณโคราก็อยากให้ฉันเป็นโคราซอนเหรอ” เด็กหญิงไม่เก็บสีหน้าหงอยเหงา แต่ปากเธอก็บอกด้วยถ้อยคำพากย์ภูมิ “ได้ ฉันจะเป็นโคราซอนเมื่อฉันโต แต่ว่าคุณโคราต้องอยู่จนถึงตอนที่ฉันเป็นผู้ใหญ่นะ”

 

            โรซินันเต้ยิ้มอบอุ่นให้กับเด็กน้อยในความปกครอง มือหนาใหญ่โตยกขึ้นวางบนศีรษะเล็กพลางลูบเบาๆบนเส้นผมนุ่มสีเข้มอย่างปลอบประโลม

 

            จากสัมผัสเหมือนจะบอกว่า เขาขอโทษ เขาคงไม่อยู่จนถึงวันนั้น

 

            ลอว์จึงแสร้งทำเป็นก้มหน้างุดจมอยู่กับหนังสือแทนที่จะสบดวงตาอาทรของผู้ปกครอง เธอกลัวตัวเองจะร้องไห้และทำให้คนป่วยไม่สบายใจยิ่งขึ้น โรซินันเต้ไม่ว่าอะไรที่เธอพยายามจะอดทน อย่างไรเสียเขาคงปิดเรื่องอาการที่ทรุดตัวลงกับเด็กน้อยสายเลือดแพทย์ที่อยู่เฝ้าไข้คนใกล้ตายอย่างเขาทุกวันไม่ได้

 

            “กับดอฟฟี่น่ะ สนิทกันมากขึ้นรึยัง”

 

            “ฉันไม่อยากสนิทกับคนบ้าพรรค์นั้น” เด็กน้อยหน้าบูด

 

            โรซินันเต้หัวเราะเสียงใส ก่อนจะไอโขลกๆจนตัวโยน เด็กหญิงหยุดอ่านหนังสือแล้วส่งน้ำให้เขาอย่างเป็นห่วงแทน จนกระทั่งอาการไอทุเลาลง คนป่วยจึงเริ่มพูดต่อ “ถึงจะบ้าอย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของฉันและเธอนะ ครอบครัวเดียวกันควรจะพูดจาดีๆใส่กันมากกว่า”

 

            เด็กหญิงหลุบตาล่อกแล่ก “…คุณพูดถูก แต่ดอฟฟี่ชอบบังคับนี่”

 

            “แปลว่าเธอไม่อยากเป็นโคราซอนจริงๆสินะ” เด็กหญิงสะดุ้งอึกอัก แต่ชายหนุ่มยังมองเหมือนไม่คิดจะกล่าวโทษเธอ  “เธอคงเป็นหมอที่ดี น่าเสียดายออกถ้าเธอจะมาเป็นโคราซอนเพราะเหตุผลของแฟมิลี่”

 

            เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น “คุณโครา …ไม่โกรธเหรอคะ”

 

            “แค่อยากเป็นหมอไม่เห็นมีอะไรเสียหายสักหน่อยนี่”

 

            เด็กหญิงกำลังจะแย้มรอยยิ้มกว้างอย่างมีความหวัง แต่ใครคนหนึ่งดันเข้ามาขัดจังหวะเธอเสียก่อน ใครคนนั้นก็คือคนที่ฉีกยิ้มตลอดเวลาจนน่าหมั่นไส้นั่นเอง

 

            “โอ๊ะโอ๋ ท่าทางมีเรื่องดี ขอพี่ชายเข้าร่วมด้วยคนซี่~”

 

            ลอว์หน้ามุ่ยลงทันใด “ไม่เกี่ยวกับนายซะหน่อย! ไปไกลๆเลย ชิ่ว! ชิ่ว!”

 

            “ท่าทีอย่างกับไล่หมูไล่หมานั่นมันอะไรกัน ใครสอนมารยาทให้เธอกันเนี่ยฮึ ยายตัวเล็ก” มือใหญ่เหมือนกับมือของโคราซอนทุกประการกดลงโยกศีรษะเล็กไปมาจนสั่นคลอนทั้งตัว ลอว์โวยวายพลางฟาดมือใส่แขนที่ยันอยู่บนหัวของเธอแม้ว่าโดฟลามิงโก้จะไม่แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนเลยก็ตาม

 

            “มาพอดีเลยดอฟฟี่ ลอว์มีเรื่องจะบอกนายแน่ะ” คนป่วยแทรกขึ้นพร้อมรอยยิ้มใจดี ทว่าลอว์กลับหน้าซีดลงอย่างลังเล ไม่รู้ว่าคุณโคราคิดอะไรอยู่ แต่จะให้เธอพูดโพล่งใส่ดอฟฟี่ว่า ‘เธอจะเป็นหมอ!’ ก็ดูจะไม่เข้าทีเอาเสียเลย

 

            แต่ถ้าไม่ทำแล้วเธอจะต้องกัดฟันทนไปทั้งอย่างนี้จริงๆน่ะหรือ

 

            “ว่าไง?” ดวงตาสีเทามองผ่านเลนส์สีทึบของแว่นตากันแดดทรงโฉบเฉี่ยวเขม็งเหมือนรวบรวมความกล้า

 

            “ฉัน...” หัวใจดวงน้อยกระตุกรัว มือชื้นเหงื่ออย่างไร้เหตุผล “จะไปยกชามาให้!” ว่าจบเด็กน้อยก็เลื่อนตัวลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งพรวดปิดประตูเสียงดัง ปล่อยให้คนตัวสูงโย่งยืนงงกับพฤติกรรมประหลาดพลางหันมามองหน้าของคนป่วยเป็นเชิงถาม แต่คนป่วยไม่บอกอะไรนอกจากถอนหายใจระอา

 

            โคราซอนเอ็นดูลอว์เหมือนน้องสาวแท้ๆ เขารักเธอไม่ต่างจากรักดอฟฟี่ที่เป็นสายเลือดเดียวกัน การเห็นครอบครัวของเขาทุกคนมีความสุข เป็นความปรารถนาเดียวของคนใกล้ตายเช่นเขา

 

            คืนวันที่มีโอกาสได้ภาวนาเหลือน้อยลงทุกที...

 

            เด็กหญิงทราฟาลก้าเกิดมาในครอบครัวแพทย์ เธอรู้ดีว่าความตายที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ดังนั้นแล้วการรับรู้สัญญาณที่บ่งบอกว่าคนๆนั้นใกล้จะจากไปจึงฝังอยู่ในสัญชาตญาณ ใครๆก็ล้วนตกตะลึงในความสามารถนี้ แต่เธอมักเกลียดมันเสมอ

 

            คืนหนึ่งที่พายุเขา เธอฝันเห็นภาพตัวเองสวมชุดดำยืนไว้อาลัยอยู่ในงานศพของโรซินันเต้ หัวใจของเธอเจ็บปวดจนอยากจะถอดออกจากทรวงอก แต่เด็กหญิงไม่สามารถทำได้จึงได้แต่กอดปลอบตัวเองในความมืด เธอสะดุ้งตื่นเมื่อสายฟ้าฟาด ก่อนจะตัดสินใจกอดหมอนเดินฝ่าความมืดไปที่ห้องของโคราซอน เปิดประตูเข้าไปและเรียกเสียงแผ่ว

 

            “คุณโครา คุณโครา”

 

            “…” ใจลอว์เริ่มไม่อยู่กับตัว ฝันร้ายวกเข้ามาทับซ้อน หัวใจกระตุกสั่นด้วยความหวาดกลัวจับขั้ว

 

            “คุณโค!...”

 

            “หือ? ลอว์เหรอ?”

 

            ใจลอว์หล่นวูบก่อนจะกลับมาเต้นปกติ รู้สึกเหมือนตัวเองเดินผ่านจุดที่หลอนที่สุดของบ้านผีสิงแล้วได้พบกับทางออก โคราซอนชันตัวลุกขึ้นขณะที่เด็กหญิงเดินกอดหมอนเข้าไปหาพลางจับข้อมือเขาไว้แน่น เจ้าของห้องจึงได้แต่เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

 

            “ทำอะไรน่ะ?”

 

            “วัดชีพจรค่ะ” เด็กหญิงตอบสั้นๆ แต่มันยิ่งเรียกความประหลาดใจบนใบหน้าเรียวมากยิ่งขึ้น

 

            “วัดชีพจรตอนตีสองหรือคุณหมอตัวน้อย”

 

            ลอว์อึกอัก “เปล่าค่ะ... แค่ฝันร้าย” มือเล็กๆชักกลับ “ขอโทษที่รบกวน คุณโครานอนต่อเถอะนะ” เด็กหญิงพยายามจะดึงผ้าห่มให้สูงขึ้นอย่างรู้สึกผิดที่มารบกวนคนอื่นในเวลาไม่เหมาะสม แต่คุณโคราผู้ใจดีไม่ได้คิดต่อว่าเธอที่ทำให้เขาต้องตื่นกลางดึก

 

            “นอนด้วยกันไหม?”

 

            เด็กหญิงมองหน้าผู้ปกครองเธออย่างดีใจ ฟ้าฝนน่ากลัวแบบนี้ เด็กๆทุกคนย่อมต้องการใครสักคนมานอนอยู่ข้างๆ ลอว์เองก็อยากตอบรับคำเชิญของโคราซอน เพียงแต่สัญชาตญาณที่เฉียบคมเกินวัยของเธอรู้ดีว่ามันจะไม่ทำให้ฝันร้ายหายไป เด็กน้อยยิ้มแห้งตอบกลับในความมืด มีเพียงแสงแลบแปลบปลาบจากร่องผ้าม่านเท่านั้นที่ฉายความสว่างให้เห็นใบหน้ามน

 

            “ฉันไม่ใช่เด็กอย่างนั้นเสียหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ฉันกลับห้องเองได้” แม้คำพูดจะถือดีไปบ้างตามนิสัยแต่โคราซอนไม่เคยถือสาหาความเด็กหญิงเลยสักครั้ง และก็ตามที่เธอพูดจาโอ้อวดไว้ ลอว์มักทำได้อย่างที่พูด แค่เดินกลับห้องเองก็คงไม่มีปัญหาอะไร

 

            “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่นะ...”

 

            “ค่ะ ราตรีสวัสดิ์”

 

            ลอว์จัดการเปิดและปิดประตู แต่สีหน้าของเด็กหญิงเริ่มกังวลลงเรื่อยๆ เธอเดินกอดหมอนกลับห้องไปทั้งๆที่ในหัวคิดมากจนสุดท้ายหมอนที่เธอมาก็ต้องเปียกปอนไปด้วยน้ำตา เด็กหญิงกลับเข้าห้องแล้วซุกหน้าปล่อยโฮบนเตียงนอนของตัวเอง

 

            เธอร้องไห้เพราะแค่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฟ้าสว่าง

 

            ครั้นพอเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆเด็กหญิงหายตัวไปในขณะที่ทั้งคฤหาสน์กำลังวิ่งวุ่นเพราะอาการที่ทรุดหนักของโคราซอน สุดท้ายหมอประจำตัวก็ออกมาแจ้งให้เตรียมสั่งเสียเลยไม่มีใครสนใจว่าเด็กหญิงอวดดีคนนั้นหายไปไหน แต่ละคนคิดถึงแต่คนป่วยที่ต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจอยู่บนเตียงนอนและรอเวลาให้ช่วงชีวิตของโคราซอนรุ่นสองดับลงอย่างเงียบงัน

 

            โดฟลามิงโก้เป็นคนที่ได้เข้าไปนั่งข้างๆและถอดเครื่องช่วยหายใจนั้นออก

 

            “นายดูเครียด” เสียงคนป่วยระโหยโรยแรงเหมือนทุกวันที่อาการทรุดหนัก มันแทบแข่งกับเสียงเครื่องวัดชีพจรไม่ได้เลยสักนิด

 

            “ไม่คิดว่านายจะไปเร็วขนาดนี้ ไม่อยู่ด้วยกันอีกสักหน่อยเร้อ” ร่างสูงโย่งย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง พูดจาลากเสียงกวนประสาทใส่คนที่คลานตามกันมาจากท้องแม่ ทั้งๆที่สีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โคราซอนฝืนยิ้มรับอ่อนแรง

 

            “เวลามันไม่พอแล้วล่ะ แต่นายคงอยู่ได้ ฉันรู้ว่านายจะอยู่ได้” เสียงเบาโหวงเหมือนย้ำคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาเหมือนละเมอเพ้อพก ชวนให้รู้สึกว่าเวลานั้นคงมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

            “ใช่ ช่าย ฉันอยู่ได้ นายไม่ต้องกังวลหรอก” คนพูดเพียงแค่หวังว่าคนใกล้ไปอย่างเขาจะไม่ต้องกังวลมาก “แต่ก่อนหน้านี้ฉันน่าจะอยู่กับนายให้นานกว่า...”

 

            “ไม่เป็นไร ดอฟ ไม่เป็นไร... อย่างไรฉันก็ชอบดอกกุหลาบที่นายหามาให้นะ”

 

            “ฉันนึกว่านายจ