[AUFic onepiece] lluvia KidXlaw (5/?)

posted on 01 Jun 2015 21:10 by selina-de-endless in Onepiece

AUFic Onepiece : lluvia

Paring : Kid X Law (Fem)

Authors : เซรินะ , SDEndless (Twitter: SDEndless)

Warning : Normal PG ใสๆ กุ๊งกิ๊งๆ

Summary : หมอสาวคนสวยกับเด็กน้อยคนเดิม เอาจริง ไม่มีใครเคยบอกว่าวันที่ฝนตก แรงดึงดูดมันจะเยอะขนาดนี้ *-*

 
-------------------------------
 
 
 
 

The storm has come.

 

It blows everything away.

 

 

 

 

            ความลับไม่มีในโลก

 

            “ลอว์... จากนี้ไปเธอจะเป็นแค่ทราฟาลก้า ลอว์”

 

            ยิ่งเก็บความลับไว้นานเท่าใด วันที่เผลอเปิดมันอีกครั้งจะยิ่งพังทลาย

 

            “ขอโทษนะ แต่นี่เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง จงอย่าให้ดอฟฟี่รู้เรื่องชื่อดี.เป็นอันขาด”

 

 

            ห้วงนิทราถูกทำลายลงด้วยเสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้องเสียงแหลม มันสะท้อนก้องแสบหูจนคนที่ชินกับเสียงปลุกเดิมๆทุกๆวันต้องเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน หลอดไฟขดเป็นวงกลมบนฝาเพดานห้องอันคุ้นเคยคือสิ่งที่ฉายอยู่ในดวงตาเป็นอย่างแรก แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องของผ้าม่านทำให้เห็นสิ่งต่างๆชัดเจนรวมถึงบ่งบอกได้อีกว่าตอนนี้เป็นเวลาอะไร

 

            ยังไม่สายสินะ

 

            แขนเรียวสีคร้ามแดดสลักรอยสักโฉบเฉี่ยววาดขึ้นไปกดปิดนาฬิกาปลุกบนหัวเตียง ก่อนจะเลื่อนมือคว้าโทรศัพท์มือถือข้างๆนาฬิกาเสียงแหลมติดมือมาด้วย

 

            อา... เมื่อคืนเราทำอะไรลงไปเนี่ย

 

            ลอว์เปิดอ่านข้อความที่คุยกันกับเจ้าของเบอร์ล่าสุดในเครื่องเกินกว่าร้อยฉบับ ทั้งหมดไม่ได้มีเรื่องอะไรเกินไปกว่าการบ่นขรมของอีกฝ่ายปนถามเรื่องราวประจำวันทั่วไป ซึ่งการตอบข้อความจนดึกจนดื่นมันดูไม่สมกับเป็นเธอสักเท่าไหร่ แต่นั่นแหละ กว่าจะมาสำนึกตัวได้ก็ตอนที่ตื่นขึ้นมาอ่านข้อความย้อนอยู่นี่ไง

 

            ทั้งๆที่จุดประสงค์หลักของเธอคืออยากให้เด็กหนุ่มเล่าเรื่องที่เจ้าตัวเก็บเงียบแท้ๆ แต่หลังจากสนทนากันจนเพลินลอว์ก็มาคิดได้อีกทีว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มเก็บไว้อาจจะเป็นเหมือนกับกล่องแพนโดร่าที่ไม่ควรเปิดก็เป็นได้

 

            เพราะอย่างนี้ล่ะมั้ง เมื่อคืนเธอถึงได้ฝันถึงกล่องแพนโดร่าของเธอ

 

            ศีรษะได้รูปส่ายไปมา ตลบผ้าห่มออกและละจากที่นอน คว้าผ้าขนหนูจากราวแขนขึ้นโปะพาดทับรอยสักที่ลามไปถึงด้านหลัง เริ่มกิจวัตรประจำวันตามเวลาเดิมๆอย่างเช่นทุกวันโดยเลิกให้ความสนใจกับเรื่องที่คิดเมื่อครู่ไปเสีย

 

 

            “--เฮ้! ฉันจะกลับอิตาลีคืนนี้แล้วนะ--“

 

            หมอสาวทำสีหน้าปะหลับปะเหลือกใส่โทรศัพท์ส่วนตัวอย่างอดไม่ได้ เสียงปลายสายคนที่โทรมาทวงไม่มีทางเป็นใครอื่นนอกจากพี่ชายเจ้าปัญหาของเธอ “รู้แล้วน่า นายบอกฉันเป็นรอบที่ห้าแล้วนะดอฟฟี่”

 

            “--แล้ว?—“

 

            “เวอร์โก้ก็บอก โมเน่ก็บอก เบบี้ไฟว์กับบัฟฟาโล่ก็ย้ำแล้ว”

 

            “--แล้ว?...—“ เสียงปลายสายเหมือนเด็กประถมลุ้นระทึกรางวัลจับฉลากราคาถูกอย่างไรอย่างนั้น ลอว์ยกนิ้วขึ้นนวดหว่างคิ้วอย่างปวดหัว

 

            “เสียใจ คืนนี้ไปส่งไม่ได้หรอกนะ”

 

            “--อะไรกัน!?—“ ปลายสายโอดครวญ

 

            “ขอเลย อย่างอแง ฉันก็มีการมีงานของฉัน นายเองก็มี ทำไมไม่กลับไปทำงานของนายซะล่ะ” ลอว์ย้ำกับเจ้าของธุรกิจส่งออกดองกี้โฮเต้ ปกติดอฟฟี่ไม่เหลวไหล เขาออกจะเข้มงวดในการบริหารเสียด้วยซ้ำ ยกเว้นเรื่องครอบครัวไว้หนึ่งเรื่อง

 

            “ก็ได้~ ยอมแล้วๆ” และหลังจากวางสายนั้น ลอว์รู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น หมอสาวลุกออกจากที่นั่ง เปิดประตูออกจากห้องตรวจและตรงไปหาชาจิกับเพนกวินที่เคาน์เตอร์ “เฮ้ บ่ายนี้เรามีนัดกับคนไข้กี่รายน่ะ?”

 

            “เอ่อ... ก็... ไม่มีครับ” ชาจิเช็คให้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าหมายเหตุยกเว้นรายพิเศษที่มักไม่ได้เดินเข้าทางหน้าคลินิกทุกวัน

 

            “ก็ดี ถ้าดอฟฟี่มาล่ะก็บอกฉันด้วยนะ”

 

            “นายน้อยจะมาเหรอครับ?” เพนกวินถามย้ำอย่างประหลาดใจเพราะเขาเป็นอีกคนที่จำได้ว่านายน้อยแห่งดองกี้โฮเต้มีตารางบินกลับอิตาลีวันนี้ ซึ่งสาวเจ้าก็ยักไหล่แล้วให้คำตอบครึ่งๆกลางๆว่า

 

            “ไม่รู้สิ แต่ฉันเดาว่าน่าจะเป็นแบบนั้นนะ”

 

            คนอย่างดอฟฟี่น่ะหรือจะอยู่เฉยถ้าเกิดไม่ได้อย่างใจ แต่การที่พี่ชายจะโผล่มาป่วนที่นี่ก็อาจจะดีกว่าให้เธอถ่อไปสนามบินก็ได้ อย่างไรทางเลือกมันก็มีเท่านี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

            เตรียมอะไรให้ดี? อา... จะว่าไปเราพลาดงานเลี้ยงส่งไปหลายครั้งสินะ

 

            ลอว์เหลือบมองหน้าร้านอย่างช่างใจ ตอนนี้ยังไม่มีคนไข้ให้เธอต้องรับผิดชอบ ร่างบางจึงเผ่นแผล็วขึ้นไปยังชั้นสองของร้าน ตั้งแต่ฝากเบโปะไว้กับดอฟฟี่เธอก็ทำความสะอาดชั้นสองที่เป็นที่อยู่ของเจ้าตัวโตจนไม่เหลือขนของมันให้ระคายจมูกสักเส้น มือบางผลักหน้าต่างออกรับลมเย็นยามสายที่พัดเข้ามาอย่างอ่อนโยน ลากโต๊ะกลมทำจากไม้โอ๊คที่ไม่ค่อยได้ใช้งานมั้งตั้งไว้ตรงกลางห้อง ขุดผ้าสีขาวสะอาดจากชั้นวางมากางคลุมไว้แทนผ้าคลุมโต๊ะ ย่องลงมาหยิบแจกันบนโต๊ะทำงานที่ชั้นล่าง รวบดอกไม้เก่าทิ้งลงในถังขยะ เทน้ำที่อยู่ในแจกันใบนั้นมานานลงอ่างล่างมือแล้วกรอกน้ำใหม่ใส่ลงไปก่อนจะนำขึ้นไปวางบนโต๊ะชั้นบน

 

            หลังจากนั้นชาจิก็ขัดจังหวะโดยการบอกว่าเธอมีคนไข้รายแรกของวัน ลอว์ลงมาทำหน้าที่อยู่กว่าสิบห้านาทีกว่าจะส่งเขากลับออกจากห้องตรวจ เมื่อพ้นสายตาเธอก็หยิบกระดาษขึ้นมาจดบางอย่างด้วยดินสอ

 

            ดอฟฟี่มักบ่นเรื่องเบื่ออาหารอิตาเลี่ยน แต่ระยะเวลาหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาคงทำให้เจ้าตัวเบื่ออาหารญี่ปุ่นเช่นกัน ดังนั้นอาหารจีนน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี

 

            ส่วนดอกไม้ รู้ๆกันอยู่ว่าดอฟฟี่ชอบสีแดง ถึงจะไม่ใช่สีโปรดของเธอก็ตามแต่มันคงดีหากมีสีอื่นมาตัดสีขาวอันดาษดื่นของคลินิกไม่ให้มันดูปลอดเชื้อมากเกินไป และกุหลาบน่าจะเป็นทางเลือกที่เบสิคและหาง่ายที่สุด ลอว์ตัดสินใจเขียนคำว่า กุหลาบสีแดง และ เดซี่สีขาว ลงในใบรายการต่อจากอาหารจีน

 

            มือเรียวเคาะปลายดินสอลงบนแผ่นกระดาษพลางเหม่อมองสิ่งที่เธอสั่งอย่างหวนรำลึก

 

            กุหลาบแดง... เดซี่ขาว...

 

            ดอฟฟี่อาจชอบกุหลาบสีแดง และเธออาจชอบเดซี่สีขาว

 

            แต่สำหรับคุณโครา เขาชอบทั้งคู่

 

 

            “เธอชื่อลอว์ เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักใช่ไหมล่ะ ดอฟฟี่” มือใหญ่หนาหนักของเจ้าของเสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์กดขยี้ลงบนหมวกขนสัตว์ที่เธอสวมทับอย่างมันเขี้ยว เรียกให้เด็กผู้หญิงน่ารักในประโยคที่เอาแต่ก้มหน้าตลอดนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาสู่เคหาสน์สถานของตระกูลดองกี้โฮเต้ต้องเงยหน้าถลึงตาเขียวคล้ำใส่อย่างไม่ชอบใจ

 

            “หา? น่ารัก? ฉันว่านายต้องไปเช็คสายตาใหม่แล้วมั้งโคราซอน” คนถูกชี้ชวนเหมือนจะไม่เห็นด้วย นิ้วชี้ผอมยาวของเจ้านายสูงสุดของบ้านจิ้มลงบนอกน้องชายสุดรักของตัวเองแรงๆ

 

            “หึ ฉันก็ไม่ได้สนเรื่องนั้นนักหรอก” เด็กผู้หญิงคนเดียวในบทสนทนากอดอกเชิดหน้าอย่างถือดีเกินวัย นั่นเรียกสายตาให้ผู้มากอายุกว่าทั้งสองก้มลงมอง สายตาหลังกรอบแว่นกันแดดมีราคาคู่แรกออกจะหนักใจกึ่งๆไปทางระอา แต่อีกคู่หนึ่งกลับประกายสนใจขึ้น ดองกี้โฮเต้ โดฟลามิงโก้ฉีกยิ้มกว้าง

 

            “โฮ่ นี่มันธรรมดาเสียที่ไหน อีหร็อบนี้ต้องเป็นฉันสินะที่ควรไปเช็คสายตาน่ะ” ร่างสูงโย่งย่อตัวลงนั่งชันเข่า และต้องค้อมตัวอีกนิดเพื่อให้ระดับสายตาอยู่เท่ากับศีรษะของเด็กหญิง สายตาวาวระยับหลังแว่นนั้นแม้จะมองเห็นได้ไม่ชัด แต่เด็กหญิงผมสีเข้มประบ่ามั่นใจเหลือเกินว่ามันจะเป็นภัยต่อตัวเธอ “ไหนลองบอกซิ เธอเป็นใคร มาจากไหน”

 

            มือของคนที่พาเธอก้าวเข้าสู่อาณาเขตตระกูลใหญ่ลอบบีบแน่นอย่างหวังว่าเธอจะทำตามข้อตกลง

 

            ทิ้งชื่อ ทราฟาลก้า ดี. วอเตอร์ ลอว์ ไว้ซะ และอย่าได้เอ่ยมันขึ้นมาอีก...

 

            เหงื่อเม็ดเล็กผุดพราย แต่สายตาของเด็กหญิงกลับเฉียบคมเกินวัย “ทราฟาลก้า ลอว์ พ่อแม่เป็นหมอ และทั้งคู่ตายแล้ว”

 

            เธอไม่อยากอยู่คนเดียว อยากได้ชีวิตใหม่ และข้อเสนอเดียวก็คือทิ้งตัวอักษรของชื่อกลางไปเสีย เธอก็จะทำ

 

            จะกลายเป็นแค่ ทราฟาลก้า ลอว์ ให้ดู

 

            “หมอรึ? ของดีนี่นาน้องชาย” คนผมทองสวมในชุดสูทคลุมด้วยเสื้อขนนกสีแสบตาเงยหน้าจนคอตั้งฉากขึ้นมองน้องชายแท้ๆของตัวเองพร้อมด้วยริมฝีปากปริกว้างสมใจ ช่วงแขนยาววางพาดบนไหล่เล็ก ทิ้งน้ำหนักจนเด็กหญิงทรุดลง เธอตีหน้ายักษ์ใส่เจ้าบ้านอย่างไม่ชอบใจ “เอาล่ะ ยินดีต้อนรับ จากนี้ไปเธอจะกลายเป็นสมบัติของดองกี้โฮเต้แฟมิลี่ น่าสนุกดีใช่ไหมล่ะ น้องสาว?”

 

            เวลาผ่านไปเกือบปี เด็กสาวหน้าตาคล้ำโทรมไม่เคยฉายแววเป็นมิตรกับใครในเด็กวัยเดียวกัน แต่ถึงกระนั้นคนในแฟมิลี่ไม่มีใครเลยสักคนที่รังเกียจเธอแม้ปากจะบอกว่าขนลุกก็ตาม ลอว์ถูกคาดหวังไว้มาก แม้ว่าจะยังเด็กแต่เธอฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องยากๆได้ในเวลาไม่นานซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เธอโดดเด่นกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเบบี้ไฟว์หรือบัฟฟาโล่

 

            อย่างแรกที่เธอเรียนรู้คือโคราซอนไม่ใช่ชื่อจริง มันคือชื่อตำแหน่งในแฟมิลี่ หน้าที่คือทนายความบริษัท เวอร์โก้เคยพูดไว้ว่าบริษัทใหญ่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไร หัวใจมักจะอยู่ที่ทนายเสมอ ทนายดีเกราะป้องกันย่อมดี

 

            อีกอย่างคือ... พวกเขาคาดหวังให้เธอเป็นโคราซอนคนต่อไป

 

            เสียงพลิกกระดาษเรียกสติสายตาที่เหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างให้กลับมาสนใจสันหนังสือใหญ่โตที่ตั้งอยู่บนตักของผู้เฝ้าอาการ วันนี้อาการของโรซินันเต้ไม่ค่อยดีดอฟฟี่จึงคะยั้นคะยอให้เขานอนพักอยู่บนเตียง ซึ่งปกติแล้วจะร้างคนเฝ้าจนกระทั่งปีที่ผ่านมา วันใดที่เขาอาการไม่ดีขนาดลุกจากที่นอนก็ยังไม่ไหว เด็กหญิงหมวกขนสัตว์มักจะเป็นคนที่อยู่ข้างๆเสมอ

 

            “กุหลาบนั่น ดอฟฟี่เอามาให้สินะ” โคราซอนคนปัจจุบันทักเรื่องดอกไม้สดใหม่ในแจกันแก้วบนหัวเตียง สีแดงของมันทำให้นึกถึงผู้เป็นพี่ชายที่แม้จะมีการงานล้นมือก็ยังคงมีเวลาว่างในการดูแลครอบครัวเสมอ และแม้ว่าจะไม่มีใครมีเวลาว่างให้เขาเลยก็ตาม ดอฟฟี่มักจะจัดกุหลาบแดงให้โจร่านำมาไว้ที่ห้องเขาเป็นประจำตั้งแต่ก่อนหน้าที่ลอว์จะมาอยู่ที่นี่

 

            แต่เด็กหญิงกลับทำหน้าปั้นปึง “ดอกไม้น่าเกลียด” มือเล็กๆกระแทกตำราแพทย์ปิดลงแล้วกระโดดผึงลงจากเก้าอี้ตัวสูง หายหน้าหายตาไปสักพักก่อนจะกลับมาพร้อมกับโหลแก้วใส่น้ำบรรจุดอกไม้ที่พยายามจัดแต่งอย่างพิถีพิถันเท่าที่มือเล็กๆคู่นั้นจะทำได้

 

            เดซี่สีขาว

 

            “นี่สิถึงเรียกว่าสวย” เด็กหญิงอมยิ้มเหนือชั้นก่อนจะลงมือขยับแจกันกุหลาบแดงที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องใบนั้น แล้วแทนที่มันด้วยโหลเดซี่อย่างใจกล้า และกลับมานั่งอ่านหนังสือต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

            ตลอดวันมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ จนกระทั่งเจ้าของกุหลาบแดงกลับมาเมื่อถึงเวลามื้อค่ำ

 

            “กุหลาบ” คนสูงวัยกว่าเปิดประเด็น

 

            “เดซี่” เด็กหญิงเชิดหน้าใส่อย่างถือ